Topic: เสียงและการนำไปใช้ประโยชน์

มลพิษทางเสียงทำลายชีวิตคอนโด 0

มลพิษทางเสียงทำลายชีวิตคอนโด

ปัจจุบัน ภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อคอนโดฯที่ตอบโจทย์ มักเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง วิวทิวทัศน์ ดีไซน์การตกแต่ง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกและส่วนกลาง หารู้ไม่ว่า มีอยู่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและมักถูกมองข้ามก่อนการซื้อหรือลงทุนห้องชุดเสมอ นั่นคือ เรื่องของการกันเสียงรบกวน

ไม่ว่าคอนโดฯ จะอยู่ภายในใจกลางเมืองและสะดวกสบายแค่ไหน ก็คงหนีไม่พ้นความรำคาญจากเสียงจราจรหรือจากเพื่อนบ้าน

ในประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายโดยตรงกับการควบคุมเสียงรบกวนภายในห้องชุดอาคาร จึงยากที่จะมั่นใจว่าเราจะไม่ได้รับเสียงรบกวนจากห้องรอบๆ ได้จริง

หากสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบต้องถูกรบกวนด้วยเสียง เราจะพบเสียงรบกวนอยู่ 2 ลักษณะ คือ

แบบที่ 1: Airborne noise

ในคอนโดฯ มักพบในรูปแบบของเสียงบทสนทนาจากเพื่อนบ้านข้างห้อง เสียงเพลง เสียงทีวี เสียงพัดลมหรือแอร์ หรือจะเป็นเสียงกดชักโครกและเสียงอาบน้ำจากห้องข้างๆ นอกจากนี้ เสียงที่ดังมาจากด้านนอก เช่น เสียงจราจรจากถนนด้านล่าง เสียงจากโรงงาน เสียงจากการจัดแสดงงานกลางแจ้ง ก็เป็นประเภท airborne เช่นเดียวกัน

แบบที่ 2: Structural borne noise

เกิดจากการสั่นสะเทือนของโครงสร้าง ตัวอย่างง่ายๆ คือ เสียงที่เราได้ยินจากคนที่เดินไปมาชั้นบน เสียงจากการวางตุ้มน้ำหนักในยิม เสียงจากช่องชาร์ปของลิฟต์ หรือล่าสุดที่พบคือ เสียงจากการทำงานของระบบจอดรถอัตโนมัติ

ใบหูของมนุษย์ถูกออกแบบเพื่อดักจับรับเสียง ดังนั้น ในใจกลางเมืองที่คึกคักวุ่นวาย หากเราไม่ใส่ใจในเรื่องของเสียงรบกวน อาจส่งผลกระทบต่อการนอน สมาธิ และสุขภาพจิตในระยะยาวได้

ให้ความสำคัญกับการกันเสียงรบกวน

นอกจากเรื่องของตัวแบบดีไซน์อาคารแล้ว นักพัฒนาโครงการอสังหาฯควรคำนึงและรับผิดชอบถึงเรื่องการกันเสียงเข้าไปในช่วงการออกแบบและก่อสร้างคอนโดฯด้วย เนื่องจากการแข่งขันในตลาดสูง โครงการต่างๆ จึงต้องแข่งกันสร้างคอนโดฯให้ได้มากที่สุด โดยใช้งบน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่นั่นทำให้การกันเสียงรบกวนถูกละเลยไป

กำแพงคอนโดฯส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังใช้คอนกรีตบล็อกมวลเบาหนา 10 – 12 cm ดังเช่นวัสดุในการสร้างกำแพงและพื้นเหมือนเมื่อสมัย 30 ปีก่อน ทำให้ผนังมีค่าประสิทธิภาพในการกันเสียง (STC: Sound Transmission Class) อยู่แค่ 40 dB

ในขณะเดียวกัน ฝั่งลูกบ้าน ผู้ซื้อหรือเช่าห้องชุด กลับตระหนักในเรื่องของเสียงรบกวนเพิ่มขึ้น เพราะต้องการรับความสะดวกสบายให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป

เมื่อเรื่องของเสียงรบกวนไม่ได้ถูกคำนึงตั้งแต่แรก นั่นทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง จนเกิดการร้องเรียนและต้องจ้างวานตรวจวัดเสียงรบกวน

เช็คให้ชัวร์ก่อนซื้อ

เราสามารถประเมินว่า โครงการคอนโดฯที่เราต้องการซื้อใส่ใจเรื่องการกันเสียงได้มากน้อยแค่ไหน โดยเริ่มจากการลองถามประเภทวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากชนิดวัสดุที่ใช้สามารถบอกค่า STC ของกำแพงและผนังได้ และนักพัฒนาโครงการควรทำนายค่าการกันเสียงของอาคารตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ และจะดียิ่งกว่าถ้าในสัญญามีการระบุถึงเรื่องการลดเสียงรบกวน

หากเป็นไปได้ ให้ถามถึงผลรายงานทางเสียงเพื่อให้ได้ห้องที่มีค่าการกันเสียงตามที่ต้องการ

ค่า Sound Transmission Coefficient ที่แนะนำสำหรับคอนโดฯควรอยู่ที่ 50 dB ถึงจะเพียงพอต่อการกั้นเสียงจากห้องโดยรอบและรักษาความเป็นส่วนตัวภายในห้อง ยิ่งค่านี้สูงเท่าไหร่ ยิ่งกันเสียงได้ดี

ตัวอย่างเช่น โรงแรม 5 ดาวควรมีค่า STC ที่ 55 dB

บทสรุปการเดินหน้าด้านเสียงรบกวน

เนื่องจากโครงการคอนโดฯในกรุงเทพฯยังคงเกิดใหม่และพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝั่งของผู้พัฒนาและผู้ซื้อควรให้ความสำคัญกับการป้องกันเสียงรบกวน มันไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้ที่อยู่อาศัยเงียบเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการรักษาสุขภาพจิต การได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวม

ผู้ที่คาดหวังเลือกซื้อคอนโดฯ ไม่ควรมองปัญหาทางเสียงเป็นเรื่องรอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ยูนิตของคุณจะเงียบสงัด หลีกหนีความวุ่นวายและเสียงพลุกพล่านในมหานครได้

ทางเราได้รับและติดตามคำร้องเรียนจากลูกบ้านคอนโดฯ เปิดใหม่อยู่เสมอ ในหลายๆ ครั้ง หลายท่านมักผิดหวังทุกข์ใจหลังได้ย้ายเข้าไปพักอาศัยแล้ว การแก้ไขปรับปรุงเสียงรบกวนภายหลังนั้นเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า คงดีไม่น้อยถ้าเรื่องของเสียงรบกวนถูกพิจารณาตั้งแต่กระบวนการแรกเริ่มของการขึ้นคอนโดฯ

วิธีการการวัดค่าการดูดซับเสียงของผิววัสดุ Sonocat 0

วิธีการการวัดค่าการดูดซับเสียงของผิววัสดุ

In-situ sound absorption measurements

ในการวัดค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนคลื่นเสียง (Sound absorption coefficient) หรือวัดค่า NRC, SAA นั้น มีมาตรฐานการทดสอบโดยใช้วิธีการ Impedance tube หรือทดสอบได้ใน Reverberation chamber ที่เป็นห้องเสียงสะท้อน นอกเหนือจากนั้นยีงมีวิธีการวัดค่า Sound absorption ในรูปแบบ In-situ คือการวัดค่าที่พื้นผิวของวัสดุโดยตรง โดยใช้ Array microphones แบบ Spherical แสกนไปยังพื้นผิวของวัสดุ โดยวิธีการ Local Plane Wave-method.

 

การวัดค่าสัมประสิทธิ์การดูกลืนคลื่นเสียงจะเป็นค่าอัตราส่วนระหว่าง Sound power incident ที่สัมพันธ์กับค่าการสะท้อนกลับของพื้นผิว โดย Array microphones แบบ Spherical จะสามารถระบุทิศทางของ Plane wave และทิศทางตรงกันข้ามของ Reflection plane wave

การวัดค่า Sound Absorption

วิธีการวัดแบบ In-Situ สามารถดำเนินการวัดกับพื้นผิวของวัสดุที่ ติดตั้งกับหน้างานไปแล้วได้โดยไม่ต้องนำวัสดุเข้ามาทดสอบในห้องปฏิบัติการ วิธีการคือนำแหล่งกำเนิดเสียง หรือลำโพงปล่อยคลื่นเสียง ในทิศทางตรงกันข้ามกับพื้นผิววัสดุทดสอบ แล้วใช้ระบบ Array microphones แบบ Spherical สแกนไปยังพื้นผิวของวัสดุที่ต้องการทดสอบค่า Sound absorption

โดยเครื่องมือวัด Sonocat ที่ถูกออกแบบมาโดยใช้ระบบ Array microphones แบบ Spherical สามารถวัดค่าการดูดกลืนคลื่นเสียงของพื้นผิววัตถุ โดยสมการดังต่อไปนี้

เมื่อ      α คือ ค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนคลื่นเสียง

          Wac คือ ค่า Sound Power จากการพื้นผิวของวัสดุ

          Win คือ ค่า Sound Power จากทิศทางอื่นๆ ที่ทำการวัดในขณะเดียวกัน

ตัวเครื่องของ Sonocat ยังสามารถวัดค่า Sound Power ได้โดยใช้วิธีการ Intensity method ISO 9641-1 และ 9641-2

Software interface ที่สามารถวัดค่า SPL, Sound Power, Sound intensity
ตัวอย่าง Software ที่สามารถแสดงค่า Sound absorption coefficient และ ค่า Reflective ของพื้นผิววัสดุ

แหล่งที่มา: https://www.geonoise.co.th/sonocat-3d/

เสียงรบกวนจากหม้อแปลงไฟฟ้า 0

Transformer noise เสียงรบกวนจากหม้อแปลงไฟฟ้า

ในวิถีชีวิตของคนเมืองที่พื้นที่ใช้สอยมีจำกัด ทำให้เรามีความใกล้ชิดกับหม้อแปลงไฟฟ้ามากขึ้น อันเนื่องมาจากในบางอาคารอาจจะมีการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าอยู่ภายในอาคาร หรือที่พักอาศัยของท่านอาจจะไปอยู่ใกล้กับหม้อแปลงบนเสาไฟฟ้า และอาจจะได้ยิน เสียงฮัม อยู่ตลอดเวลา อาจจะเสียงไม่ได้ดังมาก หรืออาจจะเรียกว่า Humming noise แต่เป็นเสียงที่แสนจะน่ารำคาญ

เมื่อมองจากภายนอกอาจจะดูเหมือนว่าตัวหม้อแปลงเองไม่ได้มีกลไกอะไรที่ทำให้เกิดเสียง แต่ว่าการเกิดเสียงของหม้อแปลงเกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ที่เรียกว่าสนามแม่เหล็ก เมื่อแผ่นโลหะถูกทำให้เป็นแม่เหล็ก จะเกิดการหดตัวและขยายตัวเป็นรอบ แต่เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และจะเกิดเสียง ฮัม หรือ Humming noise โดยส่วนใหญ่การหดขยายตัวจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง อย่างในกระแสไฟฟ้าปกติของบ้านเรา 50Hz หรือ 50 รอบต่อวินาที จะมีการสั่นเป็น 2 เท่า เป็น 100Hz หรือ 100 รอบต่อวินาที ที่เรียกว่าความถี่พื้นฐาน หรือ Foundational frequency

ในเมื่อเสียงที่เกิดขึ้นเป็นความถี่ที่ 100Hz ก็แสดงว่าเสียที่ได้ยินก็จะเป็นเกือบๆ Pure tone เลยใช่หรือไม่ ?

อันนี้ขอตอบเลยว่า ไม่มีอะไรที่สมบูรณแบบในส่วนประกอบของอุปกรณ์ เช่นความสมมาตรของอุปกรณ์ และส่วนประกอบภายใน รวมถึงความไม่สเถียรของความถี่ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการติดตั้งอุปกรณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ จึงทำให้เกิดเสียงอื่นๆที่ตามมา เป็น Harmonic ลำดับต่างๆ  ที่ทวีคูณระดับความน่ารำคาญของเสียงเพิ่มขึ้นไปอีก

ตัวอย่าง Spectrum จากการวิเคราะห์ความถี่

ปัญหาของเสียงเสียงรบกวนจากหม้อแปลงไฟฟ้าจะมีหลักๆ 2 สาเหตุคือ

Airborne noise เสียงจากหม้อแปลงผ่านอากาศมาสู่หูเรา และอีกอย่างนึงคือ Structure borne noise เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของหม้อแปลงผ่านมายังโครงสร้างของอาคาร อย่างที่ 2 มักจะพบเจอได้จากตัวหม้อแปลงที่ติดตั้งภายในอาคาร ในการวิเคราะห์สาเหตุเพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุดนั้นจำเป็นต้องมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน Acoustics มีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเสียงและสั่นสะเทือน วิเคราะห์ว่าเสียงที่เกิดขึ้นเป็นเสียงผ่านอากาศเป็นหลัก หรือว่าเสียงที่ผ่านทางโครงสร้างเป็นหลัก เพราะว่าการแก้ไขปัญหานั้นจะใช้วิธีการที่แตกต่างกัน

ในกรณีที่เป็น Airborne noise การติดตั้งฉนวนกันเสียงหรือทำ Enclosure สามารถช่วยลดระดับเสียงได้ แต่อย่าลืมถึงเรื่องระบบระบายอากาศ และสำหรับ Structure borne noise การติดตั้ง Vibration isolator ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนลง แต่ถ้าถามว่าทำไปแล้วแก้ไขไปแล้วจะสามารถลดได้เหลือเท่าไหร่ หรือทำเท่าไหร่ถึงจะพอ อันนี้จะต้องมีการคำนวณอย่างละเอียดจากทางวิศวกร

เราสามารถป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดได้

– การเลือกตำแหน่งจัดวางหม้อแปลงให้ห่างไกลผู้คน

– ทำ Noise survey ก่อนการติดตั้ง และ ทำ Acoustic simulation ประเมินเพื่อหาทางแก้ไขก่อนเกิดปัญหา

– การออกแบบสถานที่ตั้งวางหม้อแปลงให้เหมาะสม ทั้งพื้น และผนังกันเสียง

– พึงระลึกไว้เสมอว่างานแก้ไขปัญหาเสียงภายหลังจากการติดตั้ง เป็นอะไรที่ทำยากและใช้งบประมาณสูง การมี Acoustics consult เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การประยุกต์ความรู้เรื่องเสียง 0

นอกจากเราจะใช้เสียงในการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันและกับสัตว์อื่น ๆ ยังมีการประยุกต์เอาเสียงไปใช้ในลักษณะต่างๆมากมาย เช่น

 

  1. เสียงด้านวิศวกรรมและอุตสาหกรรม

วิศวกรใช้คลื่นเหนือเสียงในการตรวจสอบรอยร้าวหรือรอยตำหนิในโลหะ แก้วหรือ เซรามิก โดยการส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่ในช่วง 500 กิโลเฮิรตซ์ ถึง 15เมกะเฮิรตซ์ ผ่านเข้าไปในชิ้นงาน ที่ต้องการตรวจสอบ แล้ววิเคราะห์ลักษณะของคลื่นสะท้อน หรือวิเคราะห์ลักษณะคลื่นที่รบกวนในคลื่นที่ผ่านออกไป วิธีนี้นอกจากจะใช้ตรวจสอบชิ้นงานประเภทโลหะหล่อ หรือเซรามิกแล้ว ยังถูกนำไปใช้ตรวจสอบยางรถยนต์ที่ผลิตใหม่ด้วย  เครื่องมือวัดความหนาของแผ่นโลหะ หรือวัสดุที่มีความแข็งอื่นๆ สามารถทำได้โดย ใช้คลื่นเหนือเสียง แม้คลื่นจะไม่สามารถทะลุถึงอีกด้านหนึ่ง ของผิวหน้าแผ่นโลหะนั้นได้ก็ตาม เช่น การตรวจสอบความหนาของหม้อต้มน้ำความดันสูงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมเป็นต้น
คลื่นเหนือเสียงพลังงานสูงยังถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการทำความสะอาดผิวของเครื่องใช้ขนาดเล็ก เช่น ชิ้นส่วนในนาฬิกาข้อมือและแว่นตา เป็นต้น เพื่อให้อนุภาคสกปรกที่จับเกาะผิวสั่นด้วยพลังงานของคลื่นเหนือเสียง เพราะความถี่ธรรมชาติของอนุภาคสกปรกตรงกันกับความถี่ธรรมชาติคลื่นเหนือเสียง  คลื่นจึงทำให้อนุภาคสกปรกเหล่านั้นหลุดจากผิวโลหะไปลอยปะปนไปในของเหลวที่โลหะแช่อยู่

 

  1. ด้านการแพทย์

การใช้เสียงย่านความถี่อุลตราโซนิค(เกิน 20,000 Hz) ในการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์  โดยอาศัยหลักการส่งคลื่นเข้าไปกระทบกับอวัยวะภายใน แล้อาศัยคุณสมบัติการสะท้อนของเสียงออกมา แล้วไปแปลงสัณญาณด้วยความพิวเตอร์เป็นภาพให้เห็นได้ เช่น การตรวจหาเนื้องอกในร่างกาย , ตรวจลักษณะความสมบูรณ์และเพศของทารกในครรภ์การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(Echocardiography)
เป็นการตรวจหัวใจโดยใช้เครื่องมือที่มี ประสิทธิภาพสูง ทำงานโดยอาศัยหลัก การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งส่งออก มาจาก ผลึกแร่ชนิดพิเศษ และเมื่อรับสัญญานคลื่นเสียงที่ส่งออกไป นำมาแปรสัณญาน เป็นภาพขึ้น จะทำให้สามารถเห็นการทำงาน ของหัวใจ ขณะกำลังบีบตัว และคลายตัว และโดยการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ เราสามารถเห็น การไหลเวียนของเลือดผ่านช่องหัวใจ ห้องต่างๆเป็นภาพสี และเห็นการทำงาน ปิด-เปิด ของลิ้นหัวใจทั้งสี่ลิ้นได้

 

  1. ด้านการประมงค์และสำรวจใต้น้ำ

ส่งคลื่นเสียง ลงไปใต้น้ำเพื่อการตรวจหาฝูงปลา และสิ่งแปลกปลอมกีดขวางภายใต้ทะเลลึกและการวัดความลึกของท้องทะเลโดยใช้หลักการของการสะท้อนเสียง ซึ่งเรียกกันว่า “ระบบโซนาร์”

หลักการทำงาน
คลื่นเสียงความถี่สูงจะถูกส่งผ่านออกจากหัวตรวจที่เราเรียกว่า transducer ส่งไปที่หัวใจ ทำให้เกิดคลื่นเสียงสะท้อนกลับ เรียกว่า echo และระยะเวลา ที่ใช้ในการเดินทางของคลื่นเสียงสะท้อนกลับ จะแปรเปลี่ยนตามระยะทางที่ใช้ซึ่งก็คือ ระยะห่างของโครงสร้าง ต่างๆใน หัวใจ นั่นเอง แล้วคอมพิวเตอร์ในเครื่องจะทำการประมวลผลแปลสัญญาณออกมาเป็นภาพ
ความถี่ที่ใช้ในการทำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงประมาณ 2-10 MHz แต่ที่ใช้บ่อยที่สุดคือประมาณ 2.5-5MHz ซึ่งจะเห็นว่าเป็นย่านความถี่สูงกว่าความถี่เสียงที่คนเราได้ยินคือ 2-18KHz
การใช้ความถี่ต่างกัน จะมีผลต่อความละเอียดของภาพและความสามารถในการส่งผ่านทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่อ กล่าวคือ คลื่นความถี่ที่สูงกว่าจะให้ความละเอียดของภาพได้มากกว่า แต่ความสามารถในการทะลุเข้าเนื้อเยื่อจะได้น้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้คลื่นความถี่ 5MHz จะสามารถเห็นรายละเอียดของภาพได้ถึง 2 มิลลิเมตร ขณะที่คลื่นความถี่ 3MHz จะเห็นรายละเอียด ของภาพ ได้ในระดับ 3มิลลิเมตร แต่ขณะเดียวกันถ้าผู้ป่วยที่มีลักษณะอ้วนหรือตัวใหญ่          คลื่นที่มีความถี่สูงซึ่งทะลุเข้าเนี้อเยื่อได้น้อยกว่าคลื่นความถี่ต่ำกว่าก็อาจจะไม่สามารถมองเห็นภาพบางส่วนที่อยู่ลึกๆได้

 

 

4. ด้านสถาปัตยกรรม    

   ดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องการสะท้อนของเสียงว่า เสียงสะท้อนจากผนัง พื้น เพดาน ทำให้เกิดเสียงก้อง ดังเช่นการร้องเพลงในห้องน้ำที่มีผนังและพื้นมีกระเบื้องปู จะมีเสียงก้องจึงเหมาะกับการร้องเพลง เพราะทำให้ผู้ร้องเกิดความรู้สึกว่าการร้องเพลงในห้องน้ำเพราะกว่าการร้องใน ห้องธรรมดา ดังนั้น ห้องสำหรับฟังเพลงหรือร้องเพลงต้องมีการให้เสียงก้องเกิดขึ้นมากกว่าห้อง ทั่วไป แต่ก็ต้องมีค่าพอเหมาะสมไม่มากเกินไปจนฟังเพลงไม่รู้เรื่อง หรือเกิดความรำคาญ การออกแบบอาคาร ห้องประชุม  ทั้งสถาปนิกและวิศวกรก็ต้องคำนวณล่วงหน้าว่าให้มีเสียงก้องมากหรือน้อยเพียง ใด โดยการใช้วัสดุเก็บเสียง เช่น พรม ม่าน แผ่นกระดาษเก็บเสียง ฯลฯ เพื่อช่วยทำให้เวลาที่เกิดเสียงก้องพอเหมาะก่อนที่เสียงก้องจะจางหายไป
   ปัจจุบันสถาปนิกมีปัญหาน้อยลง เพราะสามารถออกแบบให้ห้องมีเสียงก้องน้อยที่สุด เพื่อใช้ในการประชุม และเมื่อใดที่ต้องใช้ห้องเดิมในการแสดงดนตรีก็สามารถใช้เครื่องขยายเสียงที่ มีวงจรสำหรับสร้างเสียงก้องขึ้นมา ทำให้เสียงเพลง และเสียงดนตรีมีความไพเราะอย่างที่ควรจะเป็นคือมีเวลาก้องเสียงพอสมควร
5. ด้านธรณีวิทยา
   ในการสำรวจแหล่งแร่ด้วยการวิเคราะห์ชั้นหินต่างๆ นักธรณีวิทยาใช้วิธีการส่งคลื่นเสียงที่มีพลังงานสูงซึ่งได้จากการระเบิดของ ลูกระเบิดขนาดเล็กที่บริเวณผิวโลก คลื่นเสียงที่เกิดจากการระเบิดนี้จะทะลุผ่านชั้นต่างๆ ของเปลือกโลกลงไป เพราะเปลือกโลกประกอบด้วยชั้นหินที่มีลักษณะและความหนาแน่นแตกต่างกัน ทำให้คลื่นสะท้อนที่แต่ละชั้นของเปลือกโลกมีลักษณะแตกต่างกัน คลื่นเสียงสะท้อนนี้เมื่อกลับถึงผิวโลกจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าสู่ อุปกรณ์เพื่อวิเคราะห์ต่อไป และผลที่ได้จะถูกนำมาเป็นข้อมูลหนึ่งของลักษณะชั้นหินต่างๆ ใต้ผิวโลก
——————————————————————————————————-
Bibliography:sukkhun, natthiyaphon (no date) การประยุกต์ความรู้เรื่องเสียง. Available at: http://doraemonjupjup.blogspot.com/2014/09/blog-post_84.html (Accessed: 4 November 2016).In-line Citation:(sukkhun, no date)

การ Reset ตัวเองก่อนนอน 0

เคยไหม? ที่ตื่นเช้ามาแล้วมีอาการง่วงนอน, อ่อนเพลีย, ไม่สดชื่น, ไม่อยากตื่น ถึงแม้จะหลับเต็มอิ่มแล้วก็ตาม ต้นเหตุอาจจะเป็นเพราะ เมื่อตอนก่อนนอนมีเรื่องต้องให้คิดมากมายสมองจึงยังปรับตัวไม่ทัน, ก่อนนอนมีเสียงดังหนวกหูซึ่งเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถนอนได้ และนอนได้อย่างไม่เต็มอิ่ม, เกิดความเครียดในตอนที่กำลังนอนเพราะมีเสียงดังจากพัดลม(ซึ่งเราอาจไม่รู้ตัว) และนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครบางคนเลย ซึ่งบางคนก็อาจจะเคยชินไปแล้วว่าเรื่องแค่นี้เป็นเรื่องปกติแต่ที่จริงแล้วมันไม่เคยเป็นเรื่องปกติเลย หรือคนที่นอนไม่หลับเวลาตอนกลางคืน อาจจะเป็นเพราะสมองถูกกระตุ้นให้ต้องคิดทั้งวัน จึงยังปรับตัวไม่ทัน แต่วันนี้ผมจะมาแนะนำเรื่องของการ Reset ตัวเองก่อนนอน วิธีนี้ช่วยให้เพื่อนๆสามารถนอนหลับภายใน2นาทีได้ ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายหลังจากที่ต้องเครียดมาทั้งวัน, ช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้น ทำให้ร่างกายหลีกหนีจากเสียงรบกวนต่างๆ

 

วิธีการนั้นไม่ยากเลย มีแค่เพียง3ขั้นตอนเท่านั้น

  1. หายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ แล้วปล่อยออกมาทางปากแรงๆ ทำแบบนี้ 10 ครั้ง
  2. เมื่อทำตามข้อที่ 1 แล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลั้นหายใจเป็นเวลา 10 วินาที
  3. จากนั้น กลับมาทำข้อที่หนึ่งต่อ

วิธีนี้ช่วยให้:

  1. ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย หลังจากได้รับความเครียดทั้งวัน
  2. ช่วยให้หัวใจเต้นเบาลง
  3. ถือเป็นการทำสมาธิอีวิธีหนึ่ง ซึ่งทำให้จิตใจของเราสงบขึ้น
  4. ทำให้นอนหลับได้เร็วขึ้น
  5. ตัดตัวเองออกจากเสียงรบกวนต่างๆ ที่ก่อกวนระหว่างที่เรากำลังจะนอน
  6. ตัดตัวเองออกจากเสียงรบกวนต่างๆ ที่ก่อกวนระหว่างที่เรากำลังนอน
  7. เพิ่มอ๊อกซิเจนให้สมองและปอด
  8. ช่วยให้การตื่นนอนเป็นเรื่องที่ไม่แย่เกินไปในวันถัดไป

วิธีนี้ถือว่าเป็นง่ายสุดๆ เทียบกับการที่เราต้องใช้เวลา2 นาทีเพื่อให้ร่างกายปรับตัว เพื่อแลกกับข้อดีที่เราจะได้รับ ผมขอแนะนำว่า วิธีนี้สามารถทำซ้ำกันหลายๆรอบได้ ยิ่งมากก็ยิ่งดี บางคนอาจหลับไประหว่างที่กำลังทำเลยก็ได้