Posts By: Michel Rosmolen

นิยามของเสียง และ Parameter ต่างๆของงานวัดระดับเสียง ในงานสิ่งแวดล้อม

นิยามของเสียง และ Parameter ต่างๆของงานวัดระดับเสียง ในงานสิ่งแวดล้อม

Sound Pressure Level; SPL (ความดันเสียง)

คือ ความดันของอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากความดันปกติขณะไม่มีคลื่นเสียง โดยทั่วไป Range ของเสียงที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้ในกรณีที่เป็นหน่วยความดันจะอยู่ที่

20 mPa – 200,000,000 mPa    at 1000 Hz.

การแปลงหน่วยของ Pressure ที่เป็นความดัน มาเป็น dB ทำได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้

กำหนดให้

P   = Sound pressure

P0 = reference sound pressure = 20 mPa อ้างอิงจากระดับความดันเสียงเริ่มต้นที่มนุษย์สามารถได้ยิน

เดซิเบล (Decibel; dB)

คือ หน่วยวัดที่แปลงมาจากค่าระดับความดันเสียงโดยใช้สเกลของลอการิทึม ซึ่งเป็นการนิยามหน่วยโดยใช้ชื่อมาจาก Alexander Graham Bell และในสาขาอคูสติกส์ หน่วยของ dB จะถูกใช้ในการวัดค่าทางเสียงซึ่งมีการแปลงขนาดของตัวเลขให้เล็กลงมาจากค่าของ Pressure ซึ่งมีหน่วยเป็นความดัน ทำให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

ความถี่เสียง (Frequency of Sound)

ความถี่ของเสียงมีหน่วยเป็น (เฮิสต์) Hz หรือ รอบต่อวินาที

โดยทั่วไปแล้วมนุษย์จะสามารถตอบสนองความถี่เสียงในช่วง 20Hz ถึง 20,000Hz และเมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการรับรู้ในความถี่สูงจะลดลง

Frequency Weighing (การถ่วงน้ำหนักความถี่)

ในการวัดค่าระดับเสียงนั้นจะมีการกรองหรือถ่วงน้ำหนักของความถี่ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ในการประเมิน ซึ่งหากต้องการประเมินเสียงที่เกี่ยวของกับการได้ยินของมนุษย์ จะใช้การใช้สเกลถ่วงน้ำหนักแบบ A (A-Weighted) ซึ่งจะเป็นการกรองค่าความถี่ต่ำที่มนุษย์ตอบสนองได้น้อยลงไป ส่วนการใช้สเกลการถ่วงน้ำหนักแบบ C (C-Weighted) จะเน้นในการศึกษาระดับเสียงที่มีความดังหรือมีค่าของความถี่ต่ำที่สูง ส่วน Z W-Weighting จะไม่มีการถ่วงน้ำหนักใดๆ

เรามักจะสั่งเกตุได้ว่าในเครื่องมือวัดเสียง หรือการรายงานผลค่าระดับเสียงจะมีอักษรต่อท้ายค่า dB เช่น dB(A) ซึ่งหมายถึงสเกลในการวัดได้มีการประเมินค่าเสียงที่มีผลต่อการได้ยินของมนุษย์

Time Weighing (การถ่วงน้ำหนักเวลา)

ในการวัดค่าระดับเสียง SPL จะมีการตั้งค่าการถ่วงน้ำหนักในการตอบสนองของเวลาที่เกิดเสียง

  • Fast หรือ F คือ การเปลี่ยนแปลงของเสียงที่ไม่คงที่ เช่น เสียงการจราจรบนท้องถนน

มีการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียง 0.125 วินาที

  • Slow หรือ S คือ เสียงที่มีระดับคงที่ เช่น เสียงมอเตอร์ที่หมุนคงที่ เสียงเครื่องจักรในโรงงาน

มีการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียง 1 วินาที

  • Impulse หรือ I คือ เสียงกระแทก เช่น ตอกเสาเข็ม เสียงเบสกระแทกจากเพลง เสียงลูกสูบ

มีการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียง 0.5 ไมโครวินาที

 

ระดับความดันเสียงสูงสุด (Maximum Sound Pressure Level, Lmax)

ค่าสูงสุดของระดับความดันเสียงที่ซึ่งปรากฏในช่วงเวลาที่กำหนด

ระดับความดันเสียงต่ำสุด (Minimum sound pressure level, Lmin)

ค่าต่ำ สุดของระดับความดันเสียงที่ซึ่งปรากฏในช่วงเวลาที่กำหนด

ระดับเสียงเฉลี่ย (Equivalent Sound Pressure Level, Leq,… hr)

ค่าระดับเสียงเฉลี่ยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทำการบันทึกข้อมูล สามารถใช้สมการคำนวณดังต่อไปนี้

Tm หมายถึง ระยะเวลารวมทั้งหมดของการเก็บข้อมูลเสียง

Ti หมายถึง ระยะเวลาที่ทำการเก็บข้อมูลเสียง

ระดับเปอร์เซนไทล์ (Statistical Level, LN in dB)

คือ ค่าระดับเสียงในปริมาณที่เป็นร้อยละ % ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล

ยกตัวอย่าง ค่า L90 คือระดับเสียงที่เกิดขึ้น 90% ของช่วงเวลาที่เราทำการตรวจวัดระดับเสียง ในการวัดระดับเสียงรบกวน ค่า L90 หรือระดับเสียงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ จะถูกนำมาใช้เป็นระดับเสียงพื้นฐาน (Background Noise)

Sound Exposure Level (SEL) ระดับเสียงที่สัมผัส

คือ การแสดงระดับพลังงานของเสียงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ ที่ถูกย่อให้อยู่ในช่วง 1 วินาที นิยมใช้ในการ ประเมินเสียง เครื่องบิน รถไฟ รถบรรทุกวิ่งผ่าน โดยทั่วไปค่าระดับ SEL จะสูงกว่าปกติ

Octave Band Filter

ในเครื่องมือวัดเสียงที่สามารถวัดแบบแยกความถี่ หรือวิเคราะห์ระดับความถี่ได้ ส่วนใหญ่เราจะเห็น 1/1 Octave band และ 1/3 Octave band ซึ่งหมายถึงการแบ่งระดับความถี่ดังสมการต่อไปนี้

1/1 Octave band คือ ค่าความถี่คูณด้วย 2 (F x 2)

1/3 Octave band คือ ค่าความถี่คูณด้วย 2 ยกกำลัง1/3  (F x 21/3)

เมื่อกล่าวถึงค่าความถี่ Octave จะมีการหยิบยกค่าของความถี่กลางมาเป็นตัวแทน

Frequency Response Function (FRF) และความถี่ธรรมชาติ สำหรับโครงสร้าง Structural Analysis

Frequency Response Function (FRF) และความถี่ธรรมชาติ สำหรับโครงสร้าง Structural Analysis

ในการวิเคราะห์การสั่นสะเทือน สำหรับโครงสร้างในการหาความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency) คือการสร้างแรงที่มากระทำต่อวัตถุ (Excitation) โดยใช้อุปกรณ์เครื่องเขย่า (Shaker) หรือใช้ค้อนที่มี Sensor ติดตั้งอยู่ภายใน หรือ Hammer instrument เป็นตัวให้แรง และจะต้องมี Sensor ที่รับข้อมูลขณะที่มีการส่งแรงผ่านมายังโครงสร้าง

โดยที่นิยมใช้ เทคนิค Frequency Response Function (FRF) ในการหาความถี่ธรรมชาติ

ในกระบวนการนี้สามารถเห็นถึงค่าของ Shape mode และในไปวิเคราะห์ Modal analysis เพื่อดูการเคลื่อนไหวในความถี่ที่ตอบสนองกับวัตถุ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดทางวิศวกรอคูสติกส์ของ Geonoise ได้ใช้เครื่องเก็บข้อมูลของ m+p International รุ่น Vipilot โดยที่ Software ของ m+p Analyzer มีฟังก์ชั่น FRF และ ทำ Modal เพื่อดู Shape mode ก็คือมีมีความถี่มากระตุ้นที่มีความพ้องหรือตรงกับความถี่ธรรมชาติกับวัตถุ จะเกิดการเคลื่อนไหวตาม Mode ต่างๆ

Application ที่นำไปใช้งานต่างๆ ในการวิเคราะห์โครงสร้าง

ข้อมูลจาก : Geonoise

Sound absorption testing ทดสอบค่าการดูดกลืนคลื่นเสียงของวัสดุ

Sound absorption testing ทดสอบค่าการดูดกลืนคลื่นเสียงของวัสดุ โดยการใช้ Impedance tube

ในการทดสอบการดูดกลืนคลื่นเสียงของวัสดุ หรือโดยทั่วๆไปจะเรียกกันว่าการดูดซับเสียงของวัสดุ ก็หมายถึงการที่เสียงมากระทบวัสดุแล้วสะท้อนกลับออกมาเท่าไหร่ แล้ววัสดุดูดกลืนคลื่นเสียงไปเท่าไหร่ โดยเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน

นอกเหนือจากการทดสอบโดยใช้ห้อง Reverberation room ตามมาตรฐาน

ISO354 : Acoustics — Measurement of sound absorption in a reverberation room

ASTM C423 Standard Test Method for Sound Absorption and Sound Absorption Coefficients

ยังมีวิธีที่สามารถทำได้โดยการเทสในท่อระบบปิด หรือที่เรียกกันว่า Impedance tube method

ตามมาตรฐาน

ISO 10534-2, Acoustics-Determination of sound absorption coefficient and impedance in impedance tubes – Part 2: Transfer-function method

ASTM E1050-10, Standard Test Method for Impedance and Absorption of Acoustical Material Using a Tube, Two Microphones and a Digital Frequency Analysis System

ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็ว ใช้ขนาด Sample ไม่เยอะก็สามารถทดสอบได้เช่นกัน

หรือการเลือกช่วงความถี่ที่สามารถดูดกลืนคลื่นเสียงของวัสดุ จะแปลผันตามขนาดของท่อทดสอบดังนี้

ผลทดสอบที่ได้ก็จะได้เป็นค่า NRC (Noise Reduction Coefficient) และ SAA (Sound Absorption Average) และจากสามารถได้ค่า Reflection หรือค่าการสะท้อนของวัสดุ

ดังตัวอย่างผลการทดสอบดังภาพ

ส่วนกราฟด้านล่างนี้คือการเปรียบเทียบการทดสอบโดยใช้วัสดุชนิดเดียวกัน แต่ใช้วิธีการทดสอบที่แตกต่างกันคือ ทดสอบในห้อง Reverberation room และทดสอบโดย Impedance tube

Video สำหรับ Sound Absorption testing โดย Placid Instrument

ผนังของคุณสามารถป้องกันเสียงได้เท่าไหร่ กับการทดสอบหาค่า STC​

ผนังของคุณ สามารถป้องกันเสียงได้เท่าไหร่ กับการทดสอบหาค่า STC แบบ Field Sound Transmission Class measurement

นอกเหนือจากการทดสอบค่า STC ของผนังที่ทำในห้องปฏิบัติการทดสอบ โดยใช้การทดสอบตามาตรฐาน ASTM E90 หรือ ISO 140 หรือสร้าง Mock up test นั้น ทางเรายังสามารถให้บริการทดสอบค่าทาง Acoustics แบบ Onsite สำหรับห้องที่มีการสร้างตกแต่งเรียบร้อยแล้ว โดยที่เรียกว่าการทดสอบในรูปแบบของ Field STC ตามมาตรฐาน ASTM E336 หรือ ISO 140-4 ซึ่งโดยปกติแล้วค่าการทดสอบในรูปแบบของ Field STC นั้นผลลัพของการป้องกันเสียงที่ได้จะมีค่าออกมาน้อยกว่าผลของค่า STC ที่ทดสอบจากห้องปฏิบัติการ อันเนื่องมาจากว่าการทดสอบวัสดุในห้องปฏิบัติการนั้นมีการตัดปัจจัยที่ทำให้เกิด Flanking transmission หรือที่เรียกว่าเสียงขนาบข้างออกทั้งหมด ซึ่งจะต่างกับสถานที่ที่ทำการติดตั้งจริงๆที่ยังมีปัจจัยของ Flanking transmission อยู่

ภาพการทดสอบในห้องปฏิบัติการและห้องที่ทำการติดตั้งทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว

ทางบริษัท จีโอนอยซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด มีบริการทดสอบเสียงในทุกรูปแบบโดยเครื่องมือที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล และให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักทางวิชาการโดยวิศวกรด้านเสียงโดยตรง

อะคูสติกในสถานพยาบาล

ความสำคัญของอะคูสติกในสถานพยาบาล

อะคูสติกในสถานพยาบาล

ความสำคัญของอะคูสติกในสถานพยาบาล

เสียงรบกวนในลักษณะการดูแลสุขภาพมีผลต่อผู้ป่วย, ผู้ดูแล, และผู้มาเยี่ยม การรบกวนการนอนหลับ และความดันเลือดสูง ทั้ง 2 ตัวอย่างนี้ เกิดขึ้นในผู้ป่วย, ในผู้ดูแลบางคน, ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และความเหนื่อยหน่ายเป็นผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางเสียงที่ไม่ดี

มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงออกมาเป็นเสียงรบกวนในแง่ลบต่อผู้ป่วยทางสรีรวิทยา หรือต่อสุขภาพนั้นเอง ยกตัวอย่างในกรณีศึกษา ผู้ป่วยท่านหนึ่งอยู่ในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานขึ้นหลังจากการผ่าตัดต้อกระจกในช่วงระยะเวลาหนึ่งเมื่อมีเสียงรบกวนระดับสูงเนื่องจากการก่อสร้าง และอีกหนึ่งตัวอย่างที่พบเจอได้เมื่อระดับเสียงรบกวนเพิ่มขึ้นกว่า 60 dBA  ผู้ป่วยจากการผ่าตัดจะมีการใช้ยามากขึ้น

นอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย สภาพแวดล้อมทางเสียงที่ไม่ดีสามารถมีผลกระทบต่อการรับรู้ความเป็นส่วนตัว, ความสะดวกสบาย, ความปลอดภัย และ การรักษาความปลอดภัย สำหรับผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา โดยทั่วไปผู้ป่วยพอใจมากขึ้นกับการดูแลของเจ้าหน้าที่เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลในสภาพแวดล้อมเสียงที่ดี

เสียงรบกวนยังคงมีผลที่ตามมาสำหรับผู้ดูแล ซึ่งเป็นสาเหตุในการกำเนิดความเครียดให้กับผู้ดูแล เหล่าพนักงานในโรงพยาบาล และอาจรบกวนความสามารถในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความเครียดที่เกิดจากเสียงนั้นเกี่ยวข้องกับความเครียด และการรบกวนในเหล่าพยาบาล ในขณะที่การศึกษาอื่น ๆ พบว่ากรณีส่วนใหญ่ เสียงรบกวนไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของวิสัญญีแพทย์ และศัลยแพทย์แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ตรวจสอบพบว่าเมื่อเสียงที่มากกว่า 77 dBA การสื่อสารด้วยคำพูดที่เป้นไปได้จะเพิ่มขึ้นเสียงของคนเดียว และในเวลาเดียวกัน การสื่อสารด้วยคำพูดจะลดลงถึง 23 เปอร์เซ็นต์

 

ประเด็นหลักของอะคูสติกที่ต้องการดูแลในโรงพยาบาล

ประเด็นหลักที่ต้องการให้ความสนใจในสถานพยาบาลมีดังนี้ :

  1. ระดับเสียงรบกวน : ค่าเฉลี่ยระดับเสียงรบกวนภายในโรงพยาบาล รายงานการศึกษาแสดงให้เห็นในปี ค.ศ. 2005 พบว่าระดับเสียงรบกวนในโรงพยาบาลอยู่ที่ประมาน 72 dBA ในเวลากลางวัน และ 60 dBA ในเวลากลางคืน สิ่งนี้อยู่เหนือคำแนะนำที่กำหนดโดย World health Organization (WHO) กำหนดค่าที่ 35 dBA ระหว่างวัน และ 30 dBA ในตอนกลางคืน โดยค่าสูงสุดในช่วงเวลากลางคืนไม่ถึง 40 dBA

ทราบไว้ว่ามี 2 ปัญหาซึ่งแตกต่างกันที่เกี่ยวข้องกับระดับเสียง อย่างแรก คือ Background noise level  จากระบบปรับอากาศต่างๆ, อุปกรณ์ทางการแพทย์, และแหล่งกำเนิดเสียงอื่นๆ อย่างที่สอง คือ ความไม่ต่อเนื่องอย่างเสียงพูด, เสียงเตือน, โทรศัพท์ และอีกมากมาย

ระดับเสียงรบกวนในห้องสามารถอธิบายได้ด้วยเป็นระดับ อย่างเช่น NC (เกณฑ์เสียงรบกวน) และ RC (เกณฑ์ของห้อง)  หรือ ระดับเสียงเฉลี่ย (LAeq) ในหน่วย dBA

  1. การพูดที่เข้าใจได้ : การสื่อสารในโรงพยาบาลนั่นสำคัญมากระหว่างพนักงานในโรงพยาบาล รวมทั้งผู้ป่วย และพนักงานในโรงพยาบาล ระหว่างพยาบาล และแพทย์ที่จำเป็นต้องมีการสื่อสารให้เข้าใจตลอดเวลา และดำเนินการกับข้อมูลหลายรูแปบบที่ได้ยินในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียดสูง การพูดให้เข้าใจจะอธิบายด้วยมาตรกาการวัดรหลายประเภท เช่น STI (ดัชนีการส่งผ่านเสียงพูด) และ %ALC (Percentage Articulation Loss of Consonants)
  1. การพูดแบบเป็นส่วนตัว : แม้ว่าสิ่งสำคัญคือต้องเพิ่มข้อมูลทางการได้ยินให้มากที่สุดเพื่อส่งต่อระหว่างผู้ที่ต้องการสื่อสารกัน นอกจากนี้มีสิ่งสำคัญคือจะต้องลดการได้ยิน และความเข้าใจในการสนทนาของพวกเขาให้น้อยที่สุดสำหรับผู้ฟังที่ไม่ได้ตั้งใจจะฟัง ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ป่วยสามารถตัดสินใจในเรื่องปัญหาสุขภาพของพวกเขากับแพทย์ได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าบทสนทนาจะถูกได้ยินโดยผู้อื่น

การพูดแบบเป็นส่วนตัวที่ได้ผลจะถูกระบุโดย ดัชนีความเป็นส่วนตัว (PI) ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งระดับของการพูดแบบเป็นส่วนตัวเป็น 4 แบบ ซึ่งมีดังนี้ :

  • แบบเป็นความลับ : การสนทนาอาจได้ยิน แต่ไม่สามารถเข้าใจหากอยู่นอกขอบเขตพื้นที่
  • ปกติ : การสนทนาอาจได้ยิน และเข้าใจได้บางส่วน
  • ไม่ดี หรือ ค่อนข้างแย่ : การสนทนาส่วนใหญ่จะถูกได้ยิน และผู้ฟังบางคนอาจได้ยินโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะฟัง
  • ไม่มีความเป็นส่วนตัว : การสนทนาทั้งหมดสามารถได้ยินได้อย่างชัดเจน และเข้าใจได้ทั้งหมด

 

 

ตัวอย่างวิธีการออกแบบในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางอะคูสติก

วิธีการออกแบบบางแบบนั้นแสดงให้เห็นการออกแบบในสภาพแวดล้อมทางอะคูสติกของโรงพยาบาลได้ดังนี้

  1. การใช้งานวัสดุที่ดูดซับเสียงภายในห้อง : เงื่อนไขหนึ่งที่สังเกตได้ว่ามีส่วนทำให้สภาพเสียงไม่ดีในโรงพยาบาล คือ พื้นผิวส่วนใหญ่ในโรงพยาบาลเป็นแบบสะท้อนเสียง วิธีแก้ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้ฝ้าเพดานที่ดูดซับเสียงแทนฝ้าเพดานที่สะท้อนเสียง ยกตัวอย่างในกรณีศึกษาประเทศสวีเดนแสดงให้เห็นว่าการใช้กระเบื้องเพดานที่ดูดซับเสียง ผู้ป่วยที่เกี่ยวกับหลอดเลือด และหัวใจ (CCU) มีสภาพร่างกายที่ดีขึ้น

ความสามารถในการดูดซับเสียงของวัสดุที่ใช้วัดกันโดยทั่วไป คือ NRC (ค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนคลื่นเสียง)

  1. การวางแผนพื้นที่ : เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมภาพแวดล้อมภายโรงพยาบาลดีขึ้น การวางแผนพื้นที่มีผลที่สำคัญมาก รวมถึงการกำหนดในความเหมาะสมของห้อง พิจารณาในการใช้งานของห้องให้อย่างรอบคอบ, ระดับความเป็นส่วนตัวที่ต้องการ และความต้องการระดับของ background noise ในแต่ละปัจจัยต่างๆ การพิจารณาโดยทั่วไปในการวางแผนจัดพื้นที่ คือ การจัดห้องผู้ป่วยเดี่ยวแทนที่จะเป็นห้องผู้ป่วยรวม ห้องแบบส่วนตัวจะมีระดับเสียงรบกวนน้อยกว่า, มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และทำให้มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ, เป็นความลับมากขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย

จากมุมมองในการออกแบบฉนวนกันเสียง ห้องจะต้องแยกออกจากกันด้วยกำแพงที่มีฉนวนกันเสียงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยให้ความสำคัญกับเสียงที่ลอดผ่านกำแพงกั้น การวัดระดับการกั้นเสียงของวัสดุโดยจะใช้ STC (ความสามารถในการลดสียงผ่านผนัง) หรือ Rw (ความสามารถในการลดเสียงโดยเฉลี่ย)

  1. การกำจัด หรือ การลดแหล่งกำเนิดเสียงรบกวน : โดยทั่วไปแหล่งกำเนิดเสียงรบกวนในโรงพยาบาล คือระบบเสียงตามสาย, อุปกรณ์เครื่องมือ และบทสนทนาของพนักงาน เสียงรบกวนเหล่านี้สามารถลดลงได้โดยการเปลี่ยนระบบเสียงตามสายเป็นโทรศัพท์ หรือ อุปกรณ์สื่อสารไร้สายโดยพนักงานเอง, การลบแหล่งกำเนิดเสียงเหล่านี้คือต้องปิดเครื่องมือเมื่อไม่ได้ใช้, มีการสนทนาแบบกลุ่มในที่ปิดมิดชิด, ให้พนักงานได้เรียนรู้เข้าใจในเรื่องความสำคัญของเสียงรบกวน และแนะนำให้พูดคุยกันอย่างเบาเสียง
  2. ใช้ระบบ sound-masking : ขณะที่ยังบกพร่องในทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพ ระบบ sound-masking มีศักยภาพในการเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการพูดคุยสำหรับผู้ป่วย ระบบ sound-masking สามารถลดการรรบกวนของผู้ป่วยต่อเหล่าเสียงรบกวนที่ไม่ต่อเนื่อง ถึงอย่างไรก็ตาม การใช้ sound-masking ต้องพิจารณาด้านอื่น ๆ อย่างรอบคอบ เช่น ความเข้าใจในการพูดระหว่างผู้ป่วย และพนักงาน หรือ ในหมู่พนักงานกันเอง และไม่รบกวนการตรวจสอบกับผู้ป่วย

ระเบียบข้อบังคับในอินโดนีเซียที่เกี่ยวข้องกับเสียงรบกวนในสถานพยาบาล

ในอินโดนีเซีย ระดับเสียงรบกวนภายในโรงพยาบาลมีระเบียบข้อบังคับผ่านกฤษฎีกากระทรวงสาธารณสุข หมายเลข 7 ในปี ค.ศ. 2019 ระดับเสียงรบกวนภายในโรงพยาบาลจะมีดังนี้ :

เลขที่

ห้อง

ระดับเสียงรบกวน (dBA)

1

ห้องพักผู้ป่วย

45

– เมื่อนอนหลับ

– เมื่อตื่น

40

2

ห้องผ่าตัด

45

3

ห้องทั่วไป

45

4

ห้องให้ยา, ห้องพักฟื้น

50

5

ห้องส่องกล้อง, ห้องแลป

65

6

ห้องเอกซเรย์

40

7

ทางเดิน

45

8

ทางบันได

65

9

ออฟฟิศ และ ห้องรับรอง

65

10

ห้องเก็บอุปกรณ์

65

11

ห้องจ่ายยา

65

12

ห้องครัว

70

13

ห้องซักล้าง

80

14

ห้องแยกโรค

20

15

ห้องทันตกรรม

65

16

ห้องฉุกเฉิน

65

17

รถพยาบาล

40

 

 

Reference

A Joseph and R Ulrich. Sound Control for Improved Outcomes in Healthcare Settings. The Center for health Design. 2007

Fife, D., and E. Rappaport. 1976. Noise and hospital stay. American Journal of Public Health 66(7):680–81. Minckley (1968)

Murthy, V. S., K. L. Malhotra, I. Bala, and M. Raghunathan. 1995. Detrimental effects of noise on anesthetists. Canadian Journal of Anaesthesia 42:608–11.

Berglund, B., T. Lindvall, D. H. Schwelaand, and T.K. Goh. 1999. Guidelines for community noise. In Protection of the human environment. Geneva, Switzerland: World Health Organization.

Hagerman, I., G. Rasmanis, V. Blomkvist, R. S. Ulrich, C. A. Eriksen, and T. Theorell. 2005. Influence of coronary intensive care acoustics on the quality of care and physiological states of patients. International Journal of Cardiology 98:267–270

Peraturan Menteri Kesehatan Republik Indonesia No 7 Tahun 2019

Written by Hizkia Natanael