Topic: เสียงรบกวนที่อยู่อาศัย

มลพิษทางเสียงทำลายชีวิตคอนโด 0

มลพิษทางเสียงทำลายชีวิตคอนโด

ปัจจุบัน ภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อคอนโดฯที่ตอบโจทย์ มักเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง วิวทิวทัศน์ ดีไซน์การตกแต่ง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกและส่วนกลาง หารู้ไม่ว่า มีอยู่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและมักถูกมองข้ามก่อนการซื้อหรือลงทุนห้องชุดเสมอ นั่นคือ เรื่องของการกันเสียงรบกวน

ไม่ว่าคอนโดฯ จะอยู่ภายในใจกลางเมืองและสะดวกสบายแค่ไหน ก็คงหนีไม่พ้นความรำคาญจากเสียงจราจรหรือจากเพื่อนบ้าน

ในประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายโดยตรงกับการควบคุมเสียงรบกวนภายในห้องชุดอาคาร จึงยากที่จะมั่นใจว่าเราจะไม่ได้รับเสียงรบกวนจากห้องรอบๆ ได้จริง

หากสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบต้องถูกรบกวนด้วยเสียง เราจะพบเสียงรบกวนอยู่ 2 ลักษณะ คือ

แบบที่ 1: Airborne noise

ในคอนโดฯ มักพบในรูปแบบของเสียงบทสนทนาจากเพื่อนบ้านข้างห้อง เสียงเพลง เสียงทีวี เสียงพัดลมหรือแอร์ หรือจะเป็นเสียงกดชักโครกและเสียงอาบน้ำจากห้องข้างๆ นอกจากนี้ เสียงที่ดังมาจากด้านนอก เช่น เสียงจราจรจากถนนด้านล่าง เสียงจากโรงงาน เสียงจากการจัดแสดงงานกลางแจ้ง ก็เป็นประเภท airborne เช่นเดียวกัน

แบบที่ 2: Structural borne noise

เกิดจากการสั่นสะเทือนของโครงสร้าง ตัวอย่างง่ายๆ คือ เสียงที่เราได้ยินจากคนที่เดินไปมาชั้นบน เสียงจากการวางตุ้มน้ำหนักในยิม เสียงจากช่องชาร์ปของลิฟต์ หรือล่าสุดที่พบคือ เสียงจากการทำงานของระบบจอดรถอัตโนมัติ

ใบหูของมนุษย์ถูกออกแบบเพื่อดักจับรับเสียง ดังนั้น ในใจกลางเมืองที่คึกคักวุ่นวาย หากเราไม่ใส่ใจในเรื่องของเสียงรบกวน อาจส่งผลกระทบต่อการนอน สมาธิ และสุขภาพจิตในระยะยาวได้

ให้ความสำคัญกับการกันเสียงรบกวน

นอกจากเรื่องของตัวแบบดีไซน์อาคารแล้ว นักพัฒนาโครงการอสังหาฯควรคำนึงและรับผิดชอบถึงเรื่องการกันเสียงเข้าไปในช่วงการออกแบบและก่อสร้างคอนโดฯด้วย เนื่องจากการแข่งขันในตลาดสูง โครงการต่างๆ จึงต้องแข่งกันสร้างคอนโดฯให้ได้มากที่สุด โดยใช้งบน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่นั่นทำให้การกันเสียงรบกวนถูกละเลยไป

กำแพงคอนโดฯส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังใช้คอนกรีตบล็อกมวลเบาหนา 10 – 12 cm ดังเช่นวัสดุในการสร้างกำแพงและพื้นเหมือนเมื่อสมัย 30 ปีก่อน ทำให้ผนังมีค่าประสิทธิภาพในการกันเสียง (STC: Sound Transmission Class) อยู่แค่ 40 dB

ในขณะเดียวกัน ฝั่งลูกบ้าน ผู้ซื้อหรือเช่าห้องชุด กลับตระหนักในเรื่องของเสียงรบกวนเพิ่มขึ้น เพราะต้องการรับความสะดวกสบายให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป

เมื่อเรื่องของเสียงรบกวนไม่ได้ถูกคำนึงตั้งแต่แรก นั่นทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง จนเกิดการร้องเรียนและต้องจ้างวานตรวจวัดเสียงรบกวน

เช็คให้ชัวร์ก่อนซื้อ

เราสามารถประเมินว่า โครงการคอนโดฯที่เราต้องการซื้อใส่ใจเรื่องการกันเสียงได้มากน้อยแค่ไหน โดยเริ่มจากการลองถามประเภทวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากชนิดวัสดุที่ใช้สามารถบอกค่า STC ของกำแพงและผนังได้ และนักพัฒนาโครงการควรทำนายค่าการกันเสียงของอาคารตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ และจะดียิ่งกว่าถ้าในสัญญามีการระบุถึงเรื่องการลดเสียงรบกวน

หากเป็นไปได้ ให้ถามถึงผลรายงานทางเสียงเพื่อให้ได้ห้องที่มีค่าการกันเสียงตามที่ต้องการ

ค่า Sound Transmission Coefficient ที่แนะนำสำหรับคอนโดฯควรอยู่ที่ 50 dB ถึงจะเพียงพอต่อการกั้นเสียงจากห้องโดยรอบและรักษาความเป็นส่วนตัวภายในห้อง ยิ่งค่านี้สูงเท่าไหร่ ยิ่งกันเสียงได้ดี

ตัวอย่างเช่น โรงแรม 5 ดาวควรมีค่า STC ที่ 55 dB

บทสรุปการเดินหน้าด้านเสียงรบกวน

เนื่องจากโครงการคอนโดฯในกรุงเทพฯยังคงเกิดใหม่และพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝั่งของผู้พัฒนาและผู้ซื้อควรให้ความสำคัญกับการป้องกันเสียงรบกวน มันไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้ที่อยู่อาศัยเงียบเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการรักษาสุขภาพจิต การได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวม

ผู้ที่คาดหวังเลือกซื้อคอนโดฯ ไม่ควรมองปัญหาทางเสียงเป็นเรื่องรอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ยูนิตของคุณจะเงียบสงัด หลีกหนีความวุ่นวายและเสียงพลุกพล่านในมหานครได้

ทางเราได้รับและติดตามคำร้องเรียนจากลูกบ้านคอนโดฯ เปิดใหม่อยู่เสมอ ในหลายๆ ครั้ง หลายท่านมักผิดหวังทุกข์ใจหลังได้ย้ายเข้าไปพักอาศัยแล้ว การแก้ไขปรับปรุงเสียงรบกวนภายหลังนั้นเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า คงดีไม่น้อยถ้าเรื่องของเสียงรบกวนถูกพิจารณาตั้งแต่กระบวนการแรกเริ่มของการขึ้นคอนโดฯ

ปัญหาเสียงดังจากอาคาร 0

เสียงที่ดังทั้งชั้นจากในตัวอาคาร

ปัญหาเสียงดังจากอาคาร เสียงที่ดังทั้งชั้นจากตัวอาคาร เสียงที่ เสียงฮัม เสียงหึ่ง เสียงเป็นโทน ทำให้รู้สึกรบกวน และดังไปทั้งชั้น มีทั้งที่เกิดมาจากความสั่นสะเทือนของหม้อแปลงไฟฟ้า ระบบเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ หรืออาคารบางแห่งมีระบบ ลิฟท์ Auto parking ที่ทำให้เกิดเสียงและสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาตามโครงสร้างอาคาร Structure borne noiseไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนในอาคารก็สามารถรับรู้ถึงเสียงนี้ได้ เพราะว่าแหล่งกำเนิดเสียงที่วิ่งไปตามโครงสร้างของอาคาร

ยกตัวอย่างกรณีเสียงเกิดจากหม้อแปลงไฟฟ้าถึงจะมีการติดแผ่นซับเสียงไปแล้วในห้องหม้อแปลง แต่แทบไม่ได้ช่วยอะไรมาก จากที่เราได้สำรวจหลายๆจุด จะเห็น Fundamental frequency ที่ 100Hz ของ หม้อแปลงไฟฟ้าที่ระบบไฟฟ้า 50 Hz ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องเกิดที่ความถี่ 100 Hz และมีความถี่อื่นๆเป็น Harmonic เกิดขึ้นมา ลองเลื่อนไปอ่านบทความก่อนหน้านี้เรื่อง Humming noise จาก Transformer ดูครับ

หากเจอปัญหาแนวนี้ อันดับแรกต้องวิเคราะห์ให้ถูกก่อนว่าเป็นเสียงแบบ Airborne noise หรือ Structures borne noise การแก้ไขปัญหาต่างกัน หรือบางเคสที่ห้องพักอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดเสียงมากๆ ก็จะเจอทั้ง 2 แบบ ซึ่งการแก้ไขเสียงแบบ Airborne noise คือปรับปรุงในส่วนฉนวนกันเสียงของระบบผนัง พื้น เพดาน และ Structures borne noise ต้องแยกแหล่งกำเนิดออกจากโครงสร้างอาคารเท่านั้น โดยวัสดุที่จะนำมาใช้เพื่อแยกแหล่งกำเนิดออก เช่นพวก Spring Isolator หรือ พวก rubber ต่างๆ ต้องคำนวณนำหนักโหลด ระยะ span พื้น และ Natural frequency ด้วย 

แนะนำว่าถ้าไม่อยากเจอปัญหาแบบนี้ จ้าง Acoustics consult ตั้งแต่เริ่มสร้างอาคาร หรือ ถ้าปัญหาเกิดขึ้นแล้ว Acoustics consult จะช่วยให้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและไม่ต้องเสียเงิน ลองผิดลองถูก

เผยแพร่โดย Geonoise (THAILAND).Co.,Ltd.

แหล่งที่มา: https://www.geonoise.co.th/2023/10/29/ปัญหาเสียงดังในอาคาร/

เสียงรบกวนจากหม้อแปลงไฟฟ้า 0

Transformer noise เสียงรบกวนจากหม้อแปลงไฟฟ้า

ในวิถีชีวิตของคนเมืองที่พื้นที่ใช้สอยมีจำกัด ทำให้เรามีความใกล้ชิดกับหม้อแปลงไฟฟ้ามากขึ้น อันเนื่องมาจากในบางอาคารอาจจะมีการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าอยู่ภายในอาคาร หรือที่พักอาศัยของท่านอาจจะไปอยู่ใกล้กับหม้อแปลงบนเสาไฟฟ้า และอาจจะได้ยิน เสียงฮัม อยู่ตลอดเวลา อาจจะเสียงไม่ได้ดังมาก หรืออาจจะเรียกว่า Humming noise แต่เป็นเสียงที่แสนจะน่ารำคาญ

เมื่อมองจากภายนอกอาจจะดูเหมือนว่าตัวหม้อแปลงเองไม่ได้มีกลไกอะไรที่ทำให้เกิดเสียง แต่ว่าการเกิดเสียงของหม้อแปลงเกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ที่เรียกว่าสนามแม่เหล็ก เมื่อแผ่นโลหะถูกทำให้เป็นแม่เหล็ก จะเกิดการหดตัวและขยายตัวเป็นรอบ แต่เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และจะเกิดเสียง ฮัม หรือ Humming noise โดยส่วนใหญ่การหดขยายตัวจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง อย่างในกระแสไฟฟ้าปกติของบ้านเรา 50Hz หรือ 50 รอบต่อวินาที จะมีการสั่นเป็น 2 เท่า เป็น 100Hz หรือ 100 รอบต่อวินาที ที่เรียกว่าความถี่พื้นฐาน หรือ Foundational frequency

ในเมื่อเสียงที่เกิดขึ้นเป็นความถี่ที่ 100Hz ก็แสดงว่าเสียที่ได้ยินก็จะเป็นเกือบๆ Pure tone เลยใช่หรือไม่ ?

อันนี้ขอตอบเลยว่า ไม่มีอะไรที่สมบูรณแบบในส่วนประกอบของอุปกรณ์ เช่นความสมมาตรของอุปกรณ์ และส่วนประกอบภายใน รวมถึงความไม่สเถียรของความถี่ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการติดตั้งอุปกรณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ จึงทำให้เกิดเสียงอื่นๆที่ตามมา เป็น Harmonic ลำดับต่างๆ  ที่ทวีคูณระดับความน่ารำคาญของเสียงเพิ่มขึ้นไปอีก

ตัวอย่าง Spectrum จากการวิเคราะห์ความถี่

ปัญหาของเสียงเสียงรบกวนจากหม้อแปลงไฟฟ้าจะมีหลักๆ 2 สาเหตุคือ

Airborne noise เสียงจากหม้อแปลงผ่านอากาศมาสู่หูเรา และอีกอย่างนึงคือ Structure borne noise เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของหม้อแปลงผ่านมายังโครงสร้างของอาคาร อย่างที่ 2 มักจะพบเจอได้จากตัวหม้อแปลงที่ติดตั้งภายในอาคาร ในการวิเคราะห์สาเหตุเพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุดนั้นจำเป็นต้องมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน Acoustics มีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเสียงและสั่นสะเทือน วิเคราะห์ว่าเสียงที่เกิดขึ้นเป็นเสียงผ่านอากาศเป็นหลัก หรือว่าเสียงที่ผ่านทางโครงสร้างเป็นหลัก เพราะว่าการแก้ไขปัญหานั้นจะใช้วิธีการที่แตกต่างกัน

ในกรณีที่เป็น Airborne noise การติดตั้งฉนวนกันเสียงหรือทำ Enclosure สามารถช่วยลดระดับเสียงได้ แต่อย่าลืมถึงเรื่องระบบระบายอากาศ และสำหรับ Structure borne noise การติดตั้ง Vibration isolator ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนลง แต่ถ้าถามว่าทำไปแล้วแก้ไขไปแล้วจะสามารถลดได้เหลือเท่าไหร่ หรือทำเท่าไหร่ถึงจะพอ อันนี้จะต้องมีการคำนวณอย่างละเอียดจากทางวิศวกร

เราสามารถป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดได้

– การเลือกตำแหน่งจัดวางหม้อแปลงให้ห่างไกลผู้คน

– ทำ Noise survey ก่อนการติดตั้ง และ ทำ Acoustic simulation ประเมินเพื่อหาทางแก้ไขก่อนเกิดปัญหา

– การออกแบบสถานที่ตั้งวางหม้อแปลงให้เหมาะสม ทั้งพื้น และผนังกันเสียง

– พึงระลึกไว้เสมอว่างานแก้ไขปัญหาเสียงภายหลังจากการติดตั้ง เป็นอะไรที่ทำยากและใช้งบประมาณสูง การมี Acoustics consult เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การตรวจสอบเสียงและการสั่นสะเทือน 0

“การตรวจสอบเสียงและการสั่นสะเทือน”

หลายโครงการของอาคารก่อสร้างใหม่ โดยส่วนมากมีเสียงดังและมักจะอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่อยู่อาศัย หรือแหล่งชุมชน
ดังนั้น คุณจำเป็นจะต้องศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงก่อน และขอรับคำแนะนำในการดำเนินการสำรวจเสียงก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างระยะยาว เพื่อหาวิธีป้องกัน และแก้ไขเสียงที่เกิดขึ้น

 

โดยทั่วไปการสำรวจเสียงก่อนจะมีการก่อสร้าง ได้ถูกกำหนดให้มี ระดับต่างๆดังนี้ เสียงที่ได้รับการยอมรับได้ และเสียงดังที่ต้องมีการป้องกันก่อนจะดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งทั้งนี้ ผู้ประกอบการ ผู้รับเหมาจะต้องแจ้งให้กับชุมชนแห่งนั้นทราบและมีข้อตกลงซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับและรวมอยู่ในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ระหว่างผู้รับเหมาและ(ท้องถิ่น)รัฐบาล.

 

สำหรับการเจาะเสาเข็ม ที่อาจก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนในระดับสูง เราขอแนะนำคุณดังนี้
– ข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดวิธีการทำงานชนิดของโรงงานที่จะใช้และ มาตรการลดเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนสำหรับบริเวณก่อสร้าง ขอแนะนำให้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดเสียงและสั่นสะเทือน ที่มีสัญญาณเตือนโดยอัตโนมัติ
– สามารถทำการวัดเสียงอย่างต่อเนื่อง การคำนวณ เพื่อกำหนดระดับเสียง ทุกนาทีและเปรียบเทียบค่าเหล่านี้กับระดับสูงสุดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
– หากสถานที่ก่อสร้างมีการทำการเจาะ ตอกหรือทำลายเสาเข็ม ขอแนะนำให้ทำการตรวจสอบความสั่นสะเทือนทุกๆ 10 นาที
– หากมีกำแพงหรือบ้านที่ติดกันโดยตรงกับการสถานที่ก่อสร้าง ต้องทำการประเมินรายละเอียดเป็นราย ๆ ไป
– หากมีการก่อสร้างหรือทำลายอาคารภายในบริเวณ 25 เมตรโดยรอบ และมีบ้านพักอาศัยอยู่ใกล้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการตรวจวัดเกิดขึ้น
– ปกติแล้วการก่อส้รางหรือทำลายตึก อาคาร จะต้องผ่านการเห็นชอบจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหรือจากข้อบังคับหรือข้อตกลงจากภาครัฐทุกครัง
ปกติแล้วจะเกี่ยวข้องกับ LAeq 10 ชั่วโมงและ LAeq 1 นาที ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมและข้อจำกัดของแต่ละไซต์งาน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: http://www.geonoise.co.th/เสียงและการตรวจสอบความ/

เสียงที่ดังต่อเนื่องที่เกิดจากพัดลม 0

ceiling-fan-1333756_1920

              เสียงที่ดังต่อเนื่องที่เกิดจากพัดลม 


เสียงที่ดังต่อเนื่องนั้นที่เกิดจากพดลมนั้นเป็นเสียงที่เกิดขึ้นและ เราจะรู้สึกถึงเสียงนั้นเพียงช่วงแรกๆ แต่พอเวลาผ่านไปชั่วครู่หนึ่งเราจะคุ้นชินกับเสียงนั้นๆ บางคนอาจสงสัยแต่ไม่เคยหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยในเรื่องนี้ให้กระจ่างกันว่าเสียงที่ดังต่อเนื่องที่เกิดจากพัดลมนั้น ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

 

เสียงที่ดังต่อเนื่องจนทำให้เกิดความเคยชินกับหูเรานั้นมีหลายเสียงหลายเหตุการณ์ ซึ่งเราก็ไม่ได้สังเกตุกับเหตุการณ์เหล่านี้มากนัก ผมจะยกตัวอย่างเช่น การที่เราเปิดพัดลมเป่าเพื่อให้เกิดความเย็นในตอนที่เรานอนตอนกลางคืนเสียงเหล่านี้อาจไม่เป็นอันตรายมากนัก เสียงเหล่านี้เรียกว่าเสียงระดับต่ำที่ดังสม่ำเสมอ ตามโรงงานได้ควบคุมเสียงที่เกิดจากพัดลม ให้ลดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้มาตราฐานและนำออกจำหน่ายได้ เพราะฉะนั้นเสียงพัดลมจึงไม่ก่อให้เกิดเสียงดังจนทำให้ก่อเกิดอันตรายได้ เพราะไม่กระตุ้นให้หัวใจเต้นเเรง, หายใจหอบ, ตื่นตระหนกหรือเครียด แบบที่ร่างกายตอบสนองต่อเสียงที่ทำให้สะดุ้งตื่นตกใจ แต่หากเราใช้สิ่งของเหล่านี้ไปนานๆ อาจก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพขึ้นและเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดเสียงดังแต่ไม่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญ และเสียงเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อหูของเราแต่ก่อให้เกิดผลเสียข้างเคียง เช่น ทำให้เราหลับไม่เต็มอิ่ม(ถ้ามีเสียงที่ดังตลอดเวลา เวลาเราหลับ จะทำให้เราหลับไม่เต็มอิ่ม) เกิดโรคต่างๆตามมาภายหลังเช่น โรคหัวใจ, ไมเกรน

 

จะกล่าวได้ว่า เสียงจากพัดลมที่ดังต่อเนื่องและไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นจากร่างกายนั้น ถ้าดังเกินไป อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดโรคขึ้นมาภายหลังหรือเกิดผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราได้ เพราะฉะนั้นจะเป็นการดี ถ้าหากเราควรเช็คสภาพของพัดลมอยู่บ่อยๆ หรือคอยสังเกตุเสียงที่เกิดจากพัดลมว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เพราะเราใช้พัดลมทุกวันและสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เราไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลยphoto-1455026733626-d2d31efe4976