อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง ที่ไม่ได้มีแค่ “หูตึง” 0

ระหว่างเดินทาง ระหว่างทำงาน ระหว่างออกกำลังกาย หรือระหว่างทำกิจกรรมยามว่างต่างๆ การฟังเพลงผ่านหูฟังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนสมัยนี้ขาดไม่ได้ วันไหนไม่ได้หยิบมาจากบ้านคงจะหงุดหงิดน่าดู เพราะคนไทยชอบฟังเพลง ฟังกันได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา
แต่การใช้หูฟังฟังเพลงอย่างไม่ระมัดระวัง หรือแม้กระทั่งการใช้สมอลทอล์คคุยโทรศัพท์นานๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นคน “หูตึง” ได้อย่างไม่ทันตั้งตัว
อันตรายจากการใช้หูฟัง
– หูตึงเร็วขึ้น แทนที่จะรอให้แก่ตัวลงแล้วค่อยหูตึง คนไทยเริ่มหูตึง หรือเริ่มฟังไม่ค่อยได้ยินในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ
– ทำให้เราไม่ระมัดระวังตัวเอง เพราะเราไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง จึงเป็นช่องโหว่ที่โจรอาจจะเข้ามาขโมย หรือทำร้าย หรือหากใส่หูฟังขณะวิ่ง เดินริมถนน อาจมีเหตุอันตราย เช่น รถพุ่งเข้ามาเฉียดชน โดยที่เราอาจจะหนีไม่ทันเพราะไม่ได้ยิน

 
ใช้หูฟังแบบไหน เสี่ยงหูตึงที่สุด
ปัจจุบันมีหูฟังหลายประเภทให้เลือกใช้ ประเภท in-ear หรือแบบที่มีจุกเข้าไปอุดในรูหู เป็นที่นิยมที่สุด เพราะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวน แต่การใช้หูฟังประเภทนี้ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะหูตึงได้ง่ายกว่าหูฟังประเภทอื่นๆ รวมไปถึงอันตรายภายนอกจากการที่ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกด้วย
อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง
จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เพลงก็ได้ อาจจะเป็นเสียงอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่การที่เราจะทนฟังเสียงดังๆ เป็นระยะเวลานานๆ เพลงก็เป็นส่วนสำคัญที่อาจทำร้ายสุขภาพของเราได้
นอกจากหูตึงแล้ว ยังมีอันตรายอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการฟังเสียงดังๆ นานๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นไม่ปกติ ซึ่งกำลังมีผู้ป่วยทั่วโลกที่เข้ารับการรักษาอาการผิดปกติเหล่านี้จากการใช้หูฟังนับล้านคน อีกทั้งในประเทศเบลเยี่ยมมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปอดแฟ่บเนื่องจากเนื้อปอดไม่สามารถขยายได้เหมือนปกติ จนอาจส่งผลให้ถุงลมในปอดแตก และเสียชีวิตเลยทีเดียว



ระดับความดังของเสียงต่างๆ
(ระดับปลอดภัยคือ ไม่เกิน 85 เดซิเบล)
– การจราจรบนนถนน = ไม่เกิน 85 เดซิเบล
– เลื่อยไฟฟ้า = 90 เดซิเบล
 – เจ็ทสกี = 100 เดซิเบล
– คอนเสิร์ต หรือสถานที่เที่ยวกลางคืน = 105-120 เดซิเบล
– เปิดวิทยุดังๆ ในรถยนต์ = อาจมากถึง 120 เดซิเบลได้
– เสียงกระสุนปืน เมื่อยืนห่างจากจุดลั่นไกราว 2-3 ฟุต = 140 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เกิดอาการปวดหูในบางคนได้
 
ดังนั้น การใช้หูฟังแต่พอดี เลือกเปิดเสียงไม่ดังเกิน 85 เดซิเบล หรือเปิดเสียงดังไม่เกิน 70% ของระดับเสียงในมือถือ หรือเครื่องเล่นเพลงที่ใช้ประจำ ทดสอบโดยเปิดฟังแล้วพอจะได้ยินเสียงรอบข้างบ้าง เลือกใช้หูฟังประเภท ear bud หรือครอบหูแบบที่ไม่ครอบทั้งใบหู หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เสียงดังนานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เสียงดัง ควรใช้ที่อุดหู เพื่อถนอมสุขภาพหู รวมไปถึงถนอมสุขภาพของตัวเองไปด้วย

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก : https://www.sanook.com/health/7841/ ด้วยค่ะ

“เสียง” ปัญหาร้องทุกข์อันดับ 1 ทั่วประเทศ 0

สกว.เปิดงานวิจัยข้อร้องเรียนจากเหตุเดือดร้อนรำคาญพบ “เสียง” ติดอันดับ 1 ใน 3 ข้อร้องเรียนทั่วประเทศเฉลี่ยร้อยละ 40 แนะนำหากเป็นเสียงรบกวนฉุกเฉินเช่น กิจกรรมแข่งรถ งานเลี้ยงให้แจ้ง 191 ส่วนปัญหาเสียงรบกวนเรื้อรัง เช่น โรงงาน ร้านอาหาร แจ้งท้องถิ่น
ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆจาก https://news.thaipbs.or.th/content/275245 ด้วยค่ะ

มลพิษทางเสียงและเดซิเบล 0

มลพิษทางเสียงเป็นมลพิษที่แตกต่างจากมลพิษอื่นๆ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจะแพร่กระจายอยู่ในวงจำกัด เพราะเสียงเป็นการเคลื่อนที่ของพลังงานผ่านตัวกลางใดๆ โดยสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางอวัยวะรับความรู้สึก เช่น หูและร่างกาย หากได้รับเสียงดังมากเกินขีดจำกัดของร่างกาย และอยู่ในรูปแบบหรือเวลาที่ไม่เหมาะสมก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ เช่น การทำลายอวัยวะรับการได้ยิน การทำให้เกิดความรำคาญ โรคเครียด หรืออาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้
เสียงที่ดังเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นเพื่อควบคุมให้มีการใช้เสียงอย่างพอเหมาะ จึงมีการกำหนดมาตรฐานของเสียงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบระดับของเสียง โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดี ควรเป็นเสียงที่ดังไม่เกิน 55 เดซิเบลเอ ระดับปานกลาง ควรเป็นเสียงที่ดังระหว่าง 55 – 70 เดซิเบลเอ และระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ เสียงที่มีความดังเกิน 70 เดซิเบลเอ
ทั้งนี้ในกิจวัตรประจำวันของคนเรามีความเกี่ยวข้องกับเสียงในระดับที่แตกต่างกันออกไป ผู้เชียวชาญด้านเสียงได้จัดลำดับแหล่งกำเนิดเสียง ระดับเสียง และผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ โดยจำแนกตามกิจกรรมที่ทำไว้ว่า ในขณะที่เราอยู่กับป่าตามธรรมชาติจะมีเสียงดังประมาณ 0-20 เดซิเบลเอ ในห้องสมุดจะมีเสียงดังประมาณ 40 เดซิเบลเอ ที่ทำงานมีเสียงดังไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ บนท้องถนนที่มีการจราจรติดขัดจะมีเสียงดังประมาณ 80 เดซิเบลเอ ผู้ที่ทำงานขุดเจาะถนน จะต้องทนกับเสียงที่ดังถึง 100 เดซิเบลเอ และเสียงจากเครื่องบินไอพ่น มีเสียงดังรบกวนถึง 140 เดซิเบลเอ
** เสียงดัง ถือเป็นอันตรายใกล้ตัวที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามไป โดยเฉพาะคนที่ทำงานโรงงาน หรือทำงานอุตสาหกรรมที่ต้องได้ยินเสียงเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา มักจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มลพิษทางเสียงนับเป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก **
อยากให้ทุกคนได้ใส่ใจเรื่องอันตรายจากเสียงดังให้มากๆ ด้วยความห่วงใยจากบริษัท จีโอนอยซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด.
————————————————————————————
————————————————————————————
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจาก : https://www.hiso.or.th/hiso/tonkit/tonkits_44.php ด้วยค่ะ 😊😊

อันตรายจากเสียงดัง มลพิษทางเสียงที่ไม่ควรมองข้าม 0

“อันตรายจากเสียงดัง มลพิษทางเสียงที่ไม่ควรมองข้าม”
เสียงดัง ถือเป็นอันตรายใกล้ตัวที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามไป โดยเฉพาะคนที่ทำงานโรงงาน หรือทำงานอุตสาหกรรมที่ต้องได้ยินเสียงเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา มักจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มลพิษทางเสียงนับเป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก ไม่แพ้การระวังในเรื่องของการมองเห็น เพราะหูนั้นมีความสำคัญพอๆ กับดวงตา เนื่องจากเราต้องใช้หูในการรับฟังเสียงเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ หากเกิดเราอยู่ในที่ๆมีมลพิษทางเสียงเป็นเวลานานจนทำให้เกิดปัญหากับการได้ยิน จะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของเราลดลงเป็นอย่างมาก
“มลพิษทางเสียง ส่งผลร้ายถึงขั้นพิการ ไม่มีทางรักษาให้หายได้”
มลพิษทางเสียง คือ การที่เราได้ยินเสียงที่ดังเกินไป และระดับความดังมากกว่าที่หูของเราจะรับไหว เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อประสาทหูนั่นเอง ซึ่งปกติแล้วมลพิษทางเสียงนั้นจะเกิดกับคนที่ทำงานอยู่ในโรงงาน หรือใกล้เครื่องจักรอุตสาหกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก อย่างเช่น โรงงานทอผ้า โรงงานปั๊มโลหะ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านจราจรคับคั่ง โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้สนามบินมากๆ
ความดังของเสียงที่ดังและนานเกินไป จะเข้าไปทำให้อวัยวะรับเสียง โดยเฉพาะเซลล์ขนและประสาทรับเสียงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้เราไม่สามารถได้ยินเสียงทั่วไปในสภาวะระดับปกติ หรือที่เรียกกันว่า ‘หูตึง’ นั่นเอง
————————————————————————————
————————————————————————————
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจาก : https://www.officemate.co.th/ ด้วยค่ะ 😊😊
————————————————————————————
————————————————————————————
#Geonoise #GeonoiseThailand #Norsonic #เครื่องวัดความสั่นสะเทือน #VIBRA #ตรวจวัดเสียง #เสียงรบกวน #เครื่องวัดเสียง #จำหน่ายเครื่องวัดเสียง #รับปรึกษาปัญหาเรื่องเสียง #ควบคุมเสียง #เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน #บริการสอบเทียบ #Calibration #NoiseAlarm #SoundPLAN #NoiseAtWork #Noisecontour #มลพิษทางเสียง #Acoustic #เครื่องวัดฝุ่น #Dustmate #หาแหล่งกำเนิดเสียง #วิเคราะห์เสียง #Measurement #Microphone #NoiseTraining

ส่งท้ายปีใหม่ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ!! 0

โปรโมชั่นส่งท้ายปี เครื่องวัดความสั่นสะเทือนอาคาร เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะส่งผลต่ออาคารสิ่งปลูกสร้าง ตามมาตรฐาน DIN4150-3
วันนี้ทางบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างได้มีการดำเนินการเจาะเสาเข็ม เลยจำเป็นต้องมีการ Monitor ระดับความสั่นสะเทือนของพื้นที่โดยรอบโครงการก่อสร้าง ว่าอยู่ในระดับที่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยหัววัดความสั่นสะเทือนชนิด 3 แนวแกนที่สามารถติดตั้งได้ชั่วคราวกับพื้นหรือผนัง หรือติดตั้งกึ่งถาวรในกรณีที่ต้องการ Monitor จนเสร็จสิ้นโครงการ
หากสนใจต้องการซื้อเครื่องมือ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถแอด Line:@geonoise หรือ Tel. 02-121-4399, 02-1214399 ค่ะ