ค่าฝุ่นกรุงเทพฯ ดีขึ้น หลายเขตอากาศดีมาก 0

ค่าฝุ่นละออง กรุงเทพฯ เริ่มดีขึ้น เกินมาตรฐานเขตเดียว ที่ทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ มีผลกระทบต่อสุขภาพ

วันที่ 26 ธันวาคม 2562 กรมควบคุมมลพิษ รายงานสภาพอากาศ เมื่อเวลา 08.00 น. ระบุว่าสถานการณ์คุณภาพอากาศ พื้นที่ทั่วประเทศ พบว่า คุณภาพดีมาก ถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ

มลพิษทางอากาศที่ตรวจพบเกินมาตรฐานได้แก่ ฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 15 – 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) เกินมาตรฐานที่บริเวณ เกินมาตรฐานที่บริเวณ ต.บ้านเหนือ อ.เมือง กาญจนบุรี, ต.ในเมือง อ.เมือง ขอนแก่น, ต.แม่ปะ อ.แม่สอด ตาก, ต.ในเมือง อ.เมือง นครราชสีมา, ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง นครสวรรค์, ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี, ต.บ้านต๋อม อ.เมือง พะเยา, ต.พระบาท อ.เมือง ลำปาง, ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ ลำปาง, ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ ลำปาง, ต.บ้านกลาง อ.เมือง ลำพูน, ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ สระบุรี, ต.ปากเพรียว อ.เมือง สระบุรี, ต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, ต.นาจักร อ.เมือง แพร่

ฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ตรวจพบค่าระหว่าง 30 – 207 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) เกินมาตรฐานที่บริเวณ เกินมาตรฐานที่บริเวณ ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา ชลบุรี, ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง นครสวรรค์, ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ สระบุรี

ส่วนในกรุงเทพฯ พบว่า สภาพอากาศมีตั้งแต่ระดับ คุณภาพปานกลาง ไปจนถึงคุณภาพดีมาก ซึ่งในเขตที่อากาศคุณภาพดีมาก คือ เขตพระโขนง, เขตจอมทอง, เขตบางแค, ริมถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เขตธนบุรี

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก https://www.thairath.co.th/news/society/1733868 ด้วยค่ะ

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง ที่ไม่ได้มีแค่ “หูตึง” 0

ระหว่างเดินทาง ระหว่างทำงาน ระหว่างออกกำลังกาย หรือระหว่างทำกิจกรรมยามว่างต่างๆ การฟังเพลงผ่านหูฟังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนสมัยนี้ขาดไม่ได้ วันไหนไม่ได้หยิบมาจากบ้านคงจะหงุดหงิดน่าดู เพราะคนไทยชอบฟังเพลง ฟังกันได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา
แต่การใช้หูฟังฟังเพลงอย่างไม่ระมัดระวัง หรือแม้กระทั่งการใช้สมอลทอล์คคุยโทรศัพท์นานๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นคน “หูตึง” ได้อย่างไม่ทันตั้งตัว
อันตรายจากการใช้หูฟัง
– หูตึงเร็วขึ้น แทนที่จะรอให้แก่ตัวลงแล้วค่อยหูตึง คนไทยเริ่มหูตึง หรือเริ่มฟังไม่ค่อยได้ยินในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ
– ทำให้เราไม่ระมัดระวังตัวเอง เพราะเราไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง จึงเป็นช่องโหว่ที่โจรอาจจะเข้ามาขโมย หรือทำร้าย หรือหากใส่หูฟังขณะวิ่ง เดินริมถนน อาจมีเหตุอันตราย เช่น รถพุ่งเข้ามาเฉียดชน โดยที่เราอาจจะหนีไม่ทันเพราะไม่ได้ยิน

 
ใช้หูฟังแบบไหน เสี่ยงหูตึงที่สุด
ปัจจุบันมีหูฟังหลายประเภทให้เลือกใช้ ประเภท in-ear หรือแบบที่มีจุกเข้าไปอุดในรูหู เป็นที่นิยมที่สุด เพราะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวน แต่การใช้หูฟังประเภทนี้ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะหูตึงได้ง่ายกว่าหูฟังประเภทอื่นๆ รวมไปถึงอันตรายภายนอกจากการที่ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกด้วย
อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง
จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เพลงก็ได้ อาจจะเป็นเสียงอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่การที่เราจะทนฟังเสียงดังๆ เป็นระยะเวลานานๆ เพลงก็เป็นส่วนสำคัญที่อาจทำร้ายสุขภาพของเราได้
นอกจากหูตึงแล้ว ยังมีอันตรายอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการฟังเสียงดังๆ นานๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นไม่ปกติ ซึ่งกำลังมีผู้ป่วยทั่วโลกที่เข้ารับการรักษาอาการผิดปกติเหล่านี้จากการใช้หูฟังนับล้านคน อีกทั้งในประเทศเบลเยี่ยมมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปอดแฟ่บเนื่องจากเนื้อปอดไม่สามารถขยายได้เหมือนปกติ จนอาจส่งผลให้ถุงลมในปอดแตก และเสียชีวิตเลยทีเดียว



ระดับความดังของเสียงต่างๆ
(ระดับปลอดภัยคือ ไม่เกิน 85 เดซิเบล)
– การจราจรบนนถนน = ไม่เกิน 85 เดซิเบล
– เลื่อยไฟฟ้า = 90 เดซิเบล
 – เจ็ทสกี = 100 เดซิเบล
– คอนเสิร์ต หรือสถานที่เที่ยวกลางคืน = 105-120 เดซิเบล
– เปิดวิทยุดังๆ ในรถยนต์ = อาจมากถึง 120 เดซิเบลได้
– เสียงกระสุนปืน เมื่อยืนห่างจากจุดลั่นไกราว 2-3 ฟุต = 140 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เกิดอาการปวดหูในบางคนได้
 
ดังนั้น การใช้หูฟังแต่พอดี เลือกเปิดเสียงไม่ดังเกิน 85 เดซิเบล หรือเปิดเสียงดังไม่เกิน 70% ของระดับเสียงในมือถือ หรือเครื่องเล่นเพลงที่ใช้ประจำ ทดสอบโดยเปิดฟังแล้วพอจะได้ยินเสียงรอบข้างบ้าง เลือกใช้หูฟังประเภท ear bud หรือครอบหูแบบที่ไม่ครอบทั้งใบหู หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เสียงดังนานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เสียงดัง ควรใช้ที่อุดหู เพื่อถนอมสุขภาพหู รวมไปถึงถนอมสุขภาพของตัวเองไปด้วย

ขอขอบคุณสาระดีๆจาก : https://www.sanook.com/health/7841/ ด้วยค่ะ

“เสียง” ปัญหาร้องทุกข์อันดับ 1 ทั่วประเทศ 0

สกว.เปิดงานวิจัยข้อร้องเรียนจากเหตุเดือดร้อนรำคาญพบ “เสียง” ติดอันดับ 1 ใน 3 ข้อร้องเรียนทั่วประเทศเฉลี่ยร้อยละ 40 แนะนำหากเป็นเสียงรบกวนฉุกเฉินเช่น กิจกรรมแข่งรถ งานเลี้ยงให้แจ้ง 191 ส่วนปัญหาเสียงรบกวนเรื้อรัง เช่น โรงงาน ร้านอาหาร แจ้งท้องถิ่น
ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆจาก https://news.thaipbs.or.th/content/275245 ด้วยค่ะ

มลพิษทางเสียงและเดซิเบล 0

มลพิษทางเสียงเป็นมลพิษที่แตกต่างจากมลพิษอื่นๆ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจะแพร่กระจายอยู่ในวงจำกัด เพราะเสียงเป็นการเคลื่อนที่ของพลังงานผ่านตัวกลางใดๆ โดยสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางอวัยวะรับความรู้สึก เช่น หูและร่างกาย หากได้รับเสียงดังมากเกินขีดจำกัดของร่างกาย และอยู่ในรูปแบบหรือเวลาที่ไม่เหมาะสมก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ เช่น การทำลายอวัยวะรับการได้ยิน การทำให้เกิดความรำคาญ โรคเครียด หรืออาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้
เสียงที่ดังเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นเพื่อควบคุมให้มีการใช้เสียงอย่างพอเหมาะ จึงมีการกำหนดมาตรฐานของเสียงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบระดับของเสียง โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดี ควรเป็นเสียงที่ดังไม่เกิน 55 เดซิเบลเอ ระดับปานกลาง ควรเป็นเสียงที่ดังระหว่าง 55 – 70 เดซิเบลเอ และระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ เสียงที่มีความดังเกิน 70 เดซิเบลเอ
ทั้งนี้ในกิจวัตรประจำวันของคนเรามีความเกี่ยวข้องกับเสียงในระดับที่แตกต่างกันออกไป ผู้เชียวชาญด้านเสียงได้จัดลำดับแหล่งกำเนิดเสียง ระดับเสียง และผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ โดยจำแนกตามกิจกรรมที่ทำไว้ว่า ในขณะที่เราอยู่กับป่าตามธรรมชาติจะมีเสียงดังประมาณ 0-20 เดซิเบลเอ ในห้องสมุดจะมีเสียงดังประมาณ 40 เดซิเบลเอ ที่ทำงานมีเสียงดังไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ บนท้องถนนที่มีการจราจรติดขัดจะมีเสียงดังประมาณ 80 เดซิเบลเอ ผู้ที่ทำงานขุดเจาะถนน จะต้องทนกับเสียงที่ดังถึง 100 เดซิเบลเอ และเสียงจากเครื่องบินไอพ่น มีเสียงดังรบกวนถึง 140 เดซิเบลเอ
** เสียงดัง ถือเป็นอันตรายใกล้ตัวที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามไป โดยเฉพาะคนที่ทำงานโรงงาน หรือทำงานอุตสาหกรรมที่ต้องได้ยินเสียงเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา มักจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มลพิษทางเสียงนับเป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก **
อยากให้ทุกคนได้ใส่ใจเรื่องอันตรายจากเสียงดังให้มากๆ ด้วยความห่วงใยจากบริษัท จีโอนอยซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด.
————————————————————————————
————————————————————————————
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจาก : https://www.hiso.or.th/hiso/tonkit/tonkits_44.php ด้วยค่ะ 😊😊

อันตรายจากเสียงดัง มลพิษทางเสียงที่ไม่ควรมองข้าม 0

“อันตรายจากเสียงดัง มลพิษทางเสียงที่ไม่ควรมองข้าม”
เสียงดัง ถือเป็นอันตรายใกล้ตัวที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามไป โดยเฉพาะคนที่ทำงานโรงงาน หรือทำงานอุตสาหกรรมที่ต้องได้ยินเสียงเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา มักจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มลพิษทางเสียงนับเป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก ไม่แพ้การระวังในเรื่องของการมองเห็น เพราะหูนั้นมีความสำคัญพอๆ กับดวงตา เนื่องจากเราต้องใช้หูในการรับฟังเสียงเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ หากเกิดเราอยู่ในที่ๆมีมลพิษทางเสียงเป็นเวลานานจนทำให้เกิดปัญหากับการได้ยิน จะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของเราลดลงเป็นอย่างมาก
“มลพิษทางเสียง ส่งผลร้ายถึงขั้นพิการ ไม่มีทางรักษาให้หายได้”
มลพิษทางเสียง คือ การที่เราได้ยินเสียงที่ดังเกินไป และระดับความดังมากกว่าที่หูของเราจะรับไหว เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อประสาทหูนั่นเอง ซึ่งปกติแล้วมลพิษทางเสียงนั้นจะเกิดกับคนที่ทำงานอยู่ในโรงงาน หรือใกล้เครื่องจักรอุตสาหกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก อย่างเช่น โรงงานทอผ้า โรงงานปั๊มโลหะ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านจราจรคับคั่ง โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้สนามบินมากๆ
ความดังของเสียงที่ดังและนานเกินไป จะเข้าไปทำให้อวัยวะรับเสียง โดยเฉพาะเซลล์ขนและประสาทรับเสียงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้เราไม่สามารถได้ยินเสียงทั่วไปในสภาวะระดับปกติ หรือที่เรียกกันว่า ‘หูตึง’ นั่นเอง
————————————————————————————
————————————————————————————
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจาก : https://www.officemate.co.th/ ด้วยค่ะ 😊😊
————————————————————————————
————————————————————————————
#Geonoise #GeonoiseThailand #Norsonic #เครื่องวัดความสั่นสะเทือน #VIBRA #ตรวจวัดเสียง #เสียงรบกวน #เครื่องวัดเสียง #จำหน่ายเครื่องวัดเสียง #รับปรึกษาปัญหาเรื่องเสียง #ควบคุมเสียง #เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน #บริการสอบเทียบ #Calibration #NoiseAlarm #SoundPLAN #NoiseAtWork #Noisecontour #มลพิษทางเสียง #Acoustic #เครื่องวัดฝุ่น #Dustmate #หาแหล่งกำเนิดเสียง #วิเคราะห์เสียง #Measurement #Microphone #NoiseTraining