การ Reset ตัวเองก่อนนอน 0

เคยไหม? ที่ตื่นเช้ามาแล้วมีอาการง่วงนอน, อ่อนเพลีย, ไม่สดชื่น, ไม่อยากตื่น ถึงแม้จะหลับเต็มอิ่มแล้วก็ตาม ต้นเหตุอาจจะเป็นเพราะ เมื่อตอนก่อนนอนมีเรื่องต้องให้คิดมากมายสมองจึงยังปรับตัวไม่ทัน, ก่อนนอนมีเสียงดังหนวกหูซึ่งเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถนอนได้ และนอนได้อย่างไม่เต็มอิ่ม, เกิดความเครียดในตอนที่กำลังนอนเพราะมีเสียงดังจากพัดลม(ซึ่งเราอาจไม่รู้ตัว) และนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครบางคนเลย ซึ่งบางคนก็อาจจะเคยชินไปแล้วว่าเรื่องแค่นี้เป็นเรื่องปกติแต่ที่จริงแล้วมันไม่เคยเป็นเรื่องปกติเลย หรือคนที่นอนไม่หลับเวลาตอนกลางคืน อาจจะเป็นเพราะสมองถูกกระตุ้นให้ต้องคิดทั้งวัน จึงยังปรับตัวไม่ทัน แต่วันนี้ผมจะมาแนะนำเรื่องของการ Reset ตัวเองก่อนนอน วิธีนี้ช่วยให้เพื่อนๆสามารถนอนหลับภายใน2นาทีได้ ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายหลังจากที่ต้องเครียดมาทั้งวัน, ช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้น ทำให้ร่างกายหลีกหนีจากเสียงรบกวนต่างๆ

 

วิธีการนั้นไม่ยากเลย มีแค่เพียง3ขั้นตอนเท่านั้น

  1. หายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ แล้วปล่อยออกมาทางปากแรงๆ ทำแบบนี้ 10 ครั้ง
  2. เมื่อทำตามข้อที่ 1 แล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลั้นหายใจเป็นเวลา 10 วินาที
  3. จากนั้น กลับมาทำข้อที่หนึ่งต่อ

วิธีนี้ช่วยให้:

  1. ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย หลังจากได้รับความเครียดทั้งวัน
  2. ช่วยให้หัวใจเต้นเบาลง
  3. ถือเป็นการทำสมาธิอีวิธีหนึ่ง ซึ่งทำให้จิตใจของเราสงบขึ้น
  4. ทำให้นอนหลับได้เร็วขึ้น
  5. ตัดตัวเองออกจากเสียงรบกวนต่างๆ ที่ก่อกวนระหว่างที่เรากำลังจะนอน
  6. ตัดตัวเองออกจากเสียงรบกวนต่างๆ ที่ก่อกวนระหว่างที่เรากำลังนอน
  7. เพิ่มอ๊อกซิเจนให้สมองและปอด
  8. ช่วยให้การตื่นนอนเป็นเรื่องที่ไม่แย่เกินไปในวันถัดไป

วิธีนี้ถือว่าเป็นง่ายสุดๆ เทียบกับการที่เราต้องใช้เวลา2 นาทีเพื่อให้ร่างกายปรับตัว เพื่อแลกกับข้อดีที่เราจะได้รับ ผมขอแนะนำว่า วิธีนี้สามารถทำซ้ำกันหลายๆรอบได้ ยิ่งมากก็ยิ่งดี บางคนอาจหลับไประหว่างที่กำลังทำเลยก็ได้

 

มลพิษทางเสียง (Noise pollution) 0

มลพิษทางเสียง (Noise pollution)

มลพิษทางเสียงนั้น หมายถึงเสียงที่รบกวน หรือเสียงที่ดังเกินไปจนก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวบุคคล, สัตว์ หรือสิ่งมีชัวิตอื่นๆที่สารถได้ยินเสียงแล้วเกิดอันตรายได้ต่อตัวเองได้

แล้วมลพิษทางเสียงเนี่ย มันมาจากไหนกันหล่ะะฃ

1.เสียงจากการจราจร

คือเสียงจากเครื่องจักร, เครื่องยนต์ที่ใช้สัญจร, เสียงบนท้องถนน และอื่นๆ

2.เสียงจากสถานประกอบการณ์

คือเสียงที่เกิดจากการกระทำที่เกิดจากการทำกิจการธุรกิจของผู้ประกอบการณ์ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม, สถานก่อสร้าง, โรงกลึงเหล็ก, และอื่นๆ

3.ชุนชนและสถานบริการ

คือเสียงดังที่เกิดจากตัวของผู้อยู่อาศัยในระแวกใกล้เคียงหรือสถานที่ประกอบการบริการและก่อให้เกิดเสียงดัง เช่น สถานเริงรมณ์, ชุมชน, สถานีวิทยุ, สถานีโทรทัศน์

 

ผลกระทบต่อการได้ยิน

-หูหนวกทันที เกิดขึ้นจากการที่อยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังเกิน 120 เดซิเบลเอ

-หูหนวกชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีระดับเสียงดังตั้งแต่ 80 เดซิเบลเอขึ้นไปในเวลาไม่นานนั

-หูหนวกถาวร เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีระดับความดังมากเป็นเวลานานๆ

photo-1455014925136-e46fb2ccc345

Pile load test 0

การวัดความสมบูรณ์ของเสาเข็ม(Pile load test) มีอยู่3 วิธี แต่วันนี้ผมจะมาอธิบายแบบคร่าวๆ ของ 2 วิธีหลักๆ คือ 1.) Dynamic load และ 2.) Seismic test

ทั้ง 2 วิธีนี้ สามารถทดสอบความสมบูรณ์ได้ทั้งสอง แต่ต่างกันที่วิธีการ เราจะมาอธิบายให้เข้าใจกันนะครับ

1.) Dynamic load

การทดสอบแบบนี้ จะใช้งบประมาณที่มากและเวลาที่จำกัด เพราะต้องใช้ปั้นจั่นยกลูกตุ้มที่มีน้ำหนักมาก และปล่อยให้ลูกตุ้มลงมากระแทกเสาเข็ม และนั่นจึงทำให้สามารถหาค่าความสมบูรณ์ของเสาเข็มได้ ราคาค่าวัดโดยประมาณแล้ว ตกอยู่ที่ประมาณต้นละ 30,000 บาท

Pile-Driving-Equipment

ที่มา: http://gops-madgops.blogspot.com/2013/06/load-tests-for-piles.html

 

 

2.) Seismic test

การทดสอบเสาเข็มในแบบนี้ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงเยอะ และถูกกว่าแบบอื่นๆ เพียงแค่ใช้คนๆเดียวก็สามารถวัดค่าได้อย่างง่ายดาย การวัดแบบนี้สามารถวัดโดยใช้เครื่องวิเคราะห์ความสมบูรณ์ทาบลงไปบนเสาเข็ม จากนั้นให้ใช้ค้อนทุบลงไปบนเสาเข็มและผลลัพท์ที่ได้ก็จะปรากฎลงบนเครื่องวิเคราะห์ความสมบูรณ์เสาเข็ม โดยที่ผู้ทดสอบจะต้องกำหนดค่าความยาวของเสาเข็ม และใช้การวิเคราะห์เพื่อให้มั่นใจว่า เสาต้นนั้น มีรอยร้าวที่ตรงไหนโดยที่ต้องดูจากผลที่แสดงออกมาผ่านหน้าจอ โดยที่คลื่นจะสะท้อนกลับ ถ้ามีรอยร้าวจะรู้ได้โดยทันที เพราะการสะท้อนกลับจากผลลัพท์นั้นจะกลับมาเร็วกว่าปกติ และจะบอกรอยร้าวหรือรอยแคล็กตามระยะ

Parallel-Seismic-test-e1377164874334

ที่มา: http://www.cosmoctc.com/

“Sound” กับ “Noise” 0

“Sound” กับ “Noise”

เราจะได้เห็นกันบ่อยๆในงานเกี่ยวกับเสียงและเครื่องวัดเสียงซึ่งสองคำนี้เป็นสิ่งที่เราเจอบ่อยที่สุด และวันนี้เรามีข้อสังเกตุง่ายๆมาให้ทุกๆท่านได้ชมกัน

Sound (ตามพจนานุกรม คือ เสียง) จากคำอธิบายใน Wikipedia ได้อธิบายว่า “เสียง เป็นคลื่นเชิงกลที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุสั่นสะเทือน ก็จะทำให้เกิดการอัดตัวและขยายตัวของคลื่นเสียง และถูกส่งผ่านตัวกลาง เช่น อากาศ ไปยังหู เสียงสามารถเดินทางผ่านสสารในสถานะก๊าซ ของเหลว และของแข็งก็ได้ แต่ไม่สามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้ คลื่นเสียงเกิดจาก การสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุเกิดการสั่นสะเทือน จะเกิดการถ่ายโอนพลังงานให้กับอนุภาคของตัวกลาง ทำให้อนุภาคของตัวกลางสั่น แล้วถ่ายโอนไปยังอนุภาคอื่นๆที่อยู่ข้างเคียงให้สั่นตาม เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยจนกระทั่งถึงอนุภาคตัวกลางที่อยู่ติดกับเยื่อแก้วหู อนุภาคเหล่านี้สั่นไปกระทบเยื่อแก้วหู ทำให้เยื่อแก้วหูสั่นตาม จึงทำให้เราได้ยินเสียง”

Noise (ตามพจนานุกรม คือ เสียงรบกวน) จากคำอธิบายใน Wikipedia ได้อธิบายว่า “เสียงใด ๆ ที่ไม่เป็นที่ต้องการ เสียงที่ดังเป็นพิเศษซึ่งรบกวนบุคคลหรือทำให้ฟังเสียงที่ต้องการได้ยากจัดเป็นเสียงรบกวน ตัวอย่างเช่น การสนทนากับบุคคลอื่นอาจถือเป็นเสียงรบกวนสำหรับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสนทนา เสียงที่ไม่เป็นที่ต้องการใด ๆ เช่น หมาเห่า เพื่อนบ้านเล่นดนตรีเสียงดัง เลื่อยกลพกพา เสียงการจราจรถนน หรืออากาศยานที่ห่างไกลในชนบทที่เงียบสงบเป็นเสียงรบกวนทั้งสิ้น เสียงรบกวนเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่เสียงที่เงียบแต่น่ารำคาญจนถึงเสียงดังและเป็นโทษ”

อธิบายโดยง่ายเลยก็คือ Sound เป็น คลื่นเสียงที่ไม่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญ อาจจะรวมไปถึงเสียงเพลงที่น่าฟัง และเสียงพูดเสียงนกร้องที่เราพึงจะได้ยินนั่นเอง แต่ Noise เหมือนจะเป็นคำที่ตรงกันข้ามกันกับคำว่าเสียง นั่นก็คือ เสียงหรือคลื่นที่ทำให้คนเราได้ยินและเกิดความน่ารำคาญ นั่นคือ”เสียงที่ไม่พึงประสงค์” ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดหรือเสียงเพลง ก็สามารถเป็นเสียงรบกวน(Noise)ได้เช่นกัน

 

 

เสียงที่ดังต่อเนื่องที่เกิดจากพัดลม 0

ceiling-fan-1333756_1920

              เสียงที่ดังต่อเนื่องที่เกิดจากพัดลม 


เสียงที่ดังต่อเนื่องนั้นที่เกิดจากพดลมนั้นเป็นเสียงที่เกิดขึ้นและ เราจะรู้สึกถึงเสียงนั้นเพียงช่วงแรกๆ แต่พอเวลาผ่านไปชั่วครู่หนึ่งเราจะคุ้นชินกับเสียงนั้นๆ บางคนอาจสงสัยแต่ไม่เคยหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยในเรื่องนี้ให้กระจ่างกันว่าเสียงที่ดังต่อเนื่องที่เกิดจากพัดลมนั้น ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

 

เสียงที่ดังต่อเนื่องจนทำให้เกิดความเคยชินกับหูเรานั้นมีหลายเสียงหลายเหตุการณ์ ซึ่งเราก็ไม่ได้สังเกตุกับเหตุการณ์เหล่านี้มากนัก ผมจะยกตัวอย่างเช่น การที่เราเปิดพัดลมเป่าเพื่อให้เกิดความเย็นในตอนที่เรานอนตอนกลางคืนเสียงเหล่านี้อาจไม่เป็นอันตรายมากนัก เสียงเหล่านี้เรียกว่าเสียงระดับต่ำที่ดังสม่ำเสมอ ตามโรงงานได้ควบคุมเสียงที่เกิดจากพัดลม ให้ลดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้มาตราฐานและนำออกจำหน่ายได้ เพราะฉะนั้นเสียงพัดลมจึงไม่ก่อให้เกิดเสียงดังจนทำให้ก่อเกิดอันตรายได้ เพราะไม่กระตุ้นให้หัวใจเต้นเเรง, หายใจหอบ, ตื่นตระหนกหรือเครียด แบบที่ร่างกายตอบสนองต่อเสียงที่ทำให้สะดุ้งตื่นตกใจ แต่หากเราใช้สิ่งของเหล่านี้ไปนานๆ อาจก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพขึ้นและเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดเสียงดังแต่ไม่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญ และเสียงเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อหูของเราแต่ก่อให้เกิดผลเสียข้างเคียง เช่น ทำให้เราหลับไม่เต็มอิ่ม(ถ้ามีเสียงที่ดังตลอดเวลา เวลาเราหลับ จะทำให้เราหลับไม่เต็มอิ่ม) เกิดโรคต่างๆตามมาภายหลังเช่น โรคหัวใจ, ไมเกรน

 

จะกล่าวได้ว่า เสียงจากพัดลมที่ดังต่อเนื่องและไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นจากร่างกายนั้น ถ้าดังเกินไป อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดโรคขึ้นมาภายหลังหรือเกิดผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราได้ เพราะฉะนั้นจะเป็นการดี ถ้าหากเราควรเช็คสภาพของพัดลมอยู่บ่อยๆ หรือคอยสังเกตุเสียงที่เกิดจากพัดลมว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เพราะเราใช้พัดลมทุกวันและสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เราไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลยphoto-1455026733626-d2d31efe4976