หูตึงก่อนวัยภัยเงียบจากเสียงดัง 0

ข่าวคราวของคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่อาร์ซีเอ มีหนุ่มสาวไปร่วมสนุกกันอย่างล้นหลาม แต่ต่อมากลับมีเสียงร้องเรียนจากผู้อาศัยอยู่คอนโดมิเนียมใกล้สถานที่จัดงานว่าเสียงเพลงจากคอนเสิร์ตดังสนั่นจนกระจกหน้าต่างร้าว
แม้ทางกรมควบคุมมลพิษ จะวัดค่าระดับความดังของเสียงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อชี้พื้นที่ที่เข้าข่ายมลภาวะทางเสียงเกินมาตรฐาน ซึ่งส่งผลทำลายอวัยวะการได้ยิน และก่อให้เกิดความเจ็บปวดและภาวะป่วยไข้ทั้งร่างกายและจิตใจได้ แต่ในทางปฏิบัติ ความอ่อนไหวต่อเสียงดังของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน แตกต่างตามวัย และสภาพร่างกาย
เสียงที่ดังเกินไปทำร้ายร่างกายโดยตรงแน่นอน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ชี้ถึงภัยของเสียงที่ชัดเจน ได้แก่ ความเจ็บปวดและอวัยวะรับเสียงเกิดความเหนื่อยล้า การสูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับชั่วคราว จนถึงขั้นหูตึงและหูหนวก อารมณ์หงุดหงิดรำคาญ ผลกระทบต่อพฤติกรรมการแสดงออก เช่น คนที่ได้รับเสียงดังมากๆ จะกลายเป็นคนก้าวร้าว ต่อต้านสังคมและจิตใจหยาบกระด้าง การสื่อสารไม่ดีเนื่องมาจากการได้ยินไม่ดี หรือ เกิดภาวะนอนไม่หลับทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากนั้นเสียงดังยังมีผลกระทบถึงระดับฮอร์โมน ที่อาจทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่องได้
มาตรฐานการใช้เสียงขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับใช้ในสหภาพยุโรป มีประเทศฝรั่งเศส เป็นแม่แบบ ใช้ noise map และติดตั้ง noise meter ตามสถานที่ต่างๆ ผู้ใช้เสียงเกินกำหนด จะถูกลงโทษ ส่วนวันหยุดและสุดสัปดาห์ห้ามใช้เครื่องตัดหญ้า ในแถบย่านที่อยู่อาศัย ห้ามใช้เครื่องยนต์ รถยนต์เก่าที่ก่อให้เกิดเสียงรบกวน

– ห้องนอนที่เงียบสงบในเวลากลางคืน จะมีความเข้มเสียงเฉลี่ยที่ 20 เดซิเบล หากเกินถึง 30 เดซิเบล จะมีผลรบกวนการนอนหลับ

– การสนทนาของคนในระดับปกติ เท่ากับ 60 เดซิเบล และย่านที่อยู่อาศัย 50 เดซิเบล

– เสียงจากถนนปกติ 70 เดซิเบล แต่ในกรุงเทพฯ ถนนเกือบทุกสาย เสียงเกินและในย่านจอแจ อาจสูงถึง 85 เดซิเบล

– สวนสาธารณะ โดยเฉลี่ย ไม่ควรเกิน 50 เดซิเบล แต่สวนสาธารณะในประเทศไทย มีการใช้เสียงรบกวนที่มากถึง 75-82 เดซิเบล และมากกว่าเวลามีกิจกรรมเต้นแอโรบิก
แล้วเสียงดังอย่างไรที่เรียกว่าดังมาก และควรหลีกเลี่ยงอย่างไร
หูคนเราไม่ควรรับเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล คือเสียงที่ดังจนพูดกันไม่รู้เรื่องในระยะห่าง 1 เมตร ในโรงงานที่เสียงดัง 85 เดซิเบล จึงไม่ควรทำงานเกิน 8 ชั่วโมง และควรหยุดพักอยู่ในที่เงียบทุก ๆ 5 วันทำงาน และควรใช้เครื่องป้องกันเสียง เสียงที่ดังเกิน 90 เดซิเบล ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่ควรสัมผัสเลย โดยเฉพาะเสียงระเบิด เสียงปืน เสียงในสถานบันเทิงเริงรมย์ เสียงเครื่องบินขณะเครื่องออก ดังได้ถึง 120 เดซิเบล หรือมากกว่านั้น คนเราไม่ควรสัมผัส เสียงดัง 120 เดซิเบล โดยเด็ดขาด
สอดคล้องกับข้อมูลจาก ศ.พ.ญ.สุจิตรา ประสานสุข ผู้อำนวยการศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว เสียงในหู โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ขณะนี้วัยรุ่นไทยอยู่ในภาวะวิกฤติทางการได้ยิน โดยพบว่ามีวัยรุ่นจำนวนมากต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากมีภาวะเสียงรบกวนในหู ที่จะนำมาสู่การเกิดภาวะหูตึง เพราะวัยรุ่นในปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบการได้ยินที่ไม่ถูกต้อง เช่น การคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน การฟังเอ็มพี 3 ไอพอด และการเข้าผับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดหูตึงก่อนวัย
หูหนวก หูตึง ป้องกันได้ งดฟังเสียงดังมาก และ นานเกินไป ช่วยกันลดเสียง หมั่นตรวจวัดการได้ยิน ก่อนจะสูญเสียมัน
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/52562 ด้วยค่ะ

ระฆังวัดไทร – คอนโด : มลพิษทางเสียงในเมืองแบบไหนที่น่ากังวล ? 0

ระฆังวัดไทร – คอนโด : มลพิษทางเสียงในเมืองแบบไหนที่น่ากังวล ? – BBCไทย
กรณีมีผู้อยู่อาศัยในคอนโดสูงแห่งหนึ่งในย่านบางคอแหลม ร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตกรณีที่วัดไทร ที่อยู่ติดกับคอนโดมิเนียมใกล้กันตีระฆังเสียงดังรบกวน ในช่วงเวลาเช้ามืดของทุกวัน ก่อนที่สำนักงานเขตจะส่งหนังสือขอความร่วมมือไปทางวัดให้ลดเสียงตีระฆัง จนกลายเป็นกระแสถกเถียงกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า วัดจำเป็นจะต้องยุติการตีระฆังเพื่อปลุกพระมาปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งที่วัดสร้างมาหลายร้อยปีหรือไม่
นอกจากข้อถกเถียงทางสิทธิ์และกฎหมายในประเด็น “สิทธิ์ของผู้อยู่มาก่อน” แล้ว บีบีซีไทยชวนสำรวจเรื่องของ “เสียง” ในอีกมุมหนึ่ง อันได้แก่ มลพิษทางเสียงในกรุงเทพฯ ว่าน่ากังวลมากน้อยแค่ไหน
จะแก้ปัญหาความแออัดในพื้นที่เมืองใหญ่ได้อย่างไร ?
พบเมืองใหญ่ขยายตัวกระทบต่อวิวัฒนาการพืชและสัตว์นับพันชนิด
“เสียงการจราจรบนถนน” 80% ของมลพิษทางเสียงในกรุงเทพฯ
อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) และผู้จัดการโครงการแผนที่เสียง (Noise Map) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เรื่องมลพิษทางเสียงยังคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรทั้งในต่างประเทศและไทย ที่จริงแล้วเสียงในเมืองเป็นประเด็นสาธารณะที่คนทั่วไปน่าจะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ส่วนร่วมในการตัดสินใจรวมทั้งร้องเรียนเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงที่เกิดขึ้นด้วย เมืองที่มีเสียงดังมากก็จะส่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนที่อยู่อาศัย
ในงานวิจัยของไทยที่ผ่านมาสรุปว่า มลพิษทางเสียงร้อยละ 80 ของกรุงเทพนั้นเป็นเสียงการจราจรในท้องถนนอย่าง เช่น เสียงแตร เสียงเครื่องยนต์รถ ฯลฯ
กฎหมายของไทยก็ได้กำหนดค่ามาตรฐานของเสียงต่าง ๆ ไว้ว่า ค่ามาตรฐานของเสียงที่บุคคลหนึ่งจะได้รับที่ไม่กระทบกับสุขภาพตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก คือ 80 เดซิเบลเอ ต่อการได้ยินตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วนเสียงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อย่างเช่น เสียงขุดเจาะถนน ฯลฯ จะเรียกว่าเสียงรบกวน
ในกรณีของเสียงระฆังของวัดที่กำลังได้รับการพูดถึงอยู่ในขณะนี้ อดิศักดิ์ระบุว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่ได้ดังตลอดเวลา ซึ่งหากจะพิจารณาในกรณีเรื่องมลพิษทางเสียงก็อาจจะเข้าข่ายเสียงรบกวน

WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
อย่างไรก็ตาม ก็มีปัจจัยหลายประการที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยว่า เสียงระฆังนั้นเป็นเสียงรบกวนและสร้างปัญหาจริงหรือไม่ เช่น จากช่วงเวลาที่ดัง ระดับของเสียง ระยะทางจากแหล่งกำเนิดเสียงถึงคนได้ยิน ไปจนถึงเรื่องของประเพณีวัฒนธรม และการอยู่มาก่อนของวัดและชุมชนรอบข้าง
“แต่ในความเห็นของผม การร้องเรียนเรื่องว่าวัดตีระฆังและก่อเสียงรำคาญ อาจจะเป็นเรื่องแปลกสักหน่อย เพราะวัดและชุมชนอยู่มานานแล้ว คอนโดเพิ่งมาสร้างอาจจะแค่ 10 ปี เมื่อเลือกมาอยู่คอนโดนี้ก็อาจจะต้องเข้าใจและยอมรับสิ่งแวดล้อมประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนนั้น ๆ อย่างไรก็ตามการหารือไกล่เกลี่ยกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด” อดิศักดิ์ กล่าวกับบีบีซีไทย
มาตรฐานระดับเสียงทั่วไปควรดังแค่ไหน ?
ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) กำหนดให้ค่าระดับเสียงทั่วไป เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ และค่าระดับเสียงสูงสุด ไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ
เสียงระดับนี้มีความดังเท่าใด กรมควบคุมมลพิษ ยกตัวอย่างระดับเสียงในชีวิตประจำวันอย่างเช่น เสียงดังจากสวนสาธารณะ มีระดับ 45 เดซิเบลเอ และเสียงดังในที่ทำงาน มีระดับเสียง 65 เดซิเบลเอ
ส่วนค่ามาตรฐานเสียงรบกวน กฎหมายกำหนดไว้ที่ 10 เดซิเบลเอ ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2550)
อย่างไรก็ตาม มลพิษเสียงในเมืองก็เป็นเรื่องที่แวดวงของผู้ออกแบบและพัฒนาเมืองให้ความสนใจ โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ อดิศักดิ์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยอีกว่า โครงการแผนที่เสียง (Noise Map) เกิดขึ้นเพราะมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักรู้ถึงภัยจากมลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่ โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยเริ่มเก็บข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเสียงจากสองเขต คือ บางรัก และปทุมวัน และจะเริ่มขยายโครงการออกไปให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นและร้องเรียนได้ในช่วงต่อไป
เมืองไหนในโลกที่มี “มลพิษทางเสียง” เลวร้ายที่สุด
เมื่อเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว เวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม (World Economic Forum) ได้เผยแพร่บทความอันดับเสียงที่เลวร้ายที่สุดในโลก เมืองที่มีสถานการณ์ทางเสียงแย่ที่สุดในโลกอยู่ที่เมืองกว่างโจว ของประเทศจีน ขณะที่เมืองที่มีปัญหามลพิษทางเสียงต่ำที่สุด คือ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เมืองที่มีมลพิษทางเสียงเป็นอันดับต่อมาได้แก่ เดลีของอินเดีย ไคโร มุมไบ อิสตันบลู และปักกิ่ง ตามลำดับ
ดัชนีชี้วัดการได้ยินเสียง ได้เกิดจากการเก็บข้อมูลด้วย digital hearing app หรือ แอพพลิเคชั่นที่สร้างโดย Mimi Hearing Technologies GmbH. วิเคราะห์จากการทดลองเก็บข้อมูลการรับรู้ทางเสียงจากผู้ใช้งานแอปฯ กว่า 200,000 คน ผนวกรวมข้อมูลมลพิษทางเสียงจากองค์การอนามัยโลก และองค์กรวิจัยอิสระของนอร์เวย์ ก่อนนำมากำหนดจุดมลพิษทางเสียงจาก 50 เมืองทั่วโลก

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

ระฆังวัดไทร – คอนโด : มลพิษทางเสียงในเมืองแบบไหนที่น่ากังวล ?

ด้วยค่ะ

สาเหตุและผลกระทบของมลพิษทางเสียง 0

สาเหตุและผลกระทบของมลพิษทางเสียง
สาเหตุของมลพิษทางเสียง
เสียงที่ดังเกินความจําเป็นจนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยของคน มาจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย ที่สําคัญ ได้แก่ (ศิริพรต ผลสินธุ. 2534:222-223)
1. การคมนาคม มีการใช้รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์ รถบรรทุก และเครื่องบิน เพิ่มมากขึ้น ทําให้ระดับเสียงเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน อาจจําแนกให้เห็นได้ดังนี้
รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง (ตุ๊ก ๆ) มีระดับเสียง 35 เดซิเบล
รถยนต์ มีระดับเสียง 60 – 25 เดซิเบล
รถบรรทุก มีระดับเสียง 95 – 120 เดซิเบล
รถไฟวิ่งห่าง 100 ฟุต มีระดับเสียง 60 เดซิเบล
เครื่องบิน มีระดับเสียง 100 – 140 เดซิเบล
สํานั กงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้กําหนดค่าระดับเสียงในย่านที่อยู่อาศัยใน เวลากลางวันและกลางคืนไว้ ไม่เกิน 60 เดซิเบลและ 55 เดซิเบลตามลําดับ สําหรับระดับเสียงที่ ประกาศโดยพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร อันเกิดจากเครื่องยนต์ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยนต์ จักรยานยนต์ในสภาพปกติไม่เกิน 95 เดซิเบล เมื่อวัดระดับเสียงด้วยเครื่องวัดเสียงในระยะห่าง 7.5 เมตร โดยรอบ
2. โรงงานอุตสาหกรรม เป็นเสียงที่เกิดจากการทํางานของเครื่องจักรขนาดต่าง ๆ ซึ่งทําให้ เกิดระดับเสียงแตกต่างกันไปตั้งแต่ 60 เดซิเบล จนถึง 120 เดซิเบล แล้วแต่ขนาดแรงมาของเครื่องจักร วัสดุที่ใช้ทําฝาหรือเพดานโรงงาน รวมทั้งสภาพแวดล้อมของโรงงานด้วย
3. จากครัวเรือน เป็นเสียงที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่อง ดูดฝุ่น เครื่องขัดพื้น วิทยุ และโทรทัศน์ ทําให้เกิดระดับเสียงประมาณ 60 -70 เดซิเบล
4. เสียงรบกวนที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ การโฆษณา ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และเสียง ทะเลาะ วิวาทต่าง ๆ

ผลกระทบของมลพิษทางเสียง
ข้อกําหนดขององค์การอนามัยโลก สําหรับระดับเสียงที่ปลอดภัยคือ ไม่เกิน 85 เดซิเบล เมื่อ สัมผัสวันละ 8 ชั่วโมง อันตรายที่เกิดจากมลพิษของเสียง ถ้าให้สัมผัสวันละหลาย ๆ ชั่วโมงเป็นเวลา นาน ๆ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายที่พอจะจําแนกได้ดังนี้คือ
1. ผลต่อจิตใจ
– ก่อให้เกิดอาการหงุดหงิด รําคาญใจ ประสาทเครียด
– ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
– ก่อให้เกิดการคลุ้มคลั่ง เสียสมาธิ
2. ผลต่อร่างกาย
– ทําให้หัวใจเต้นแรง อัตราการหายใจเปลี่ยนแปลง
– ทําให้เกิดกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ เป็นโรคแผลในกระเพาะและโรคกระเพาะ อาหาร
– ทําให้ความดันโลหิตสูง
– ทําให้กล้ามเนื้อกระตุก เกิดอาการเหนื่อยหอบและแพ้
– ทําให้นอนไม่หลับ
– ทําให้ประสาทหูเสื่อม อาจทําให้หูพิการ หูตึง หูหนวก
3. ผลต่อการทํางาน ทําให้ประสิทธิภาพของการทํางานลดลง การติดต่อประสานงาน ล่า ช้า บางครั้งเกิดการผิดพลาดทําให้งานเสีย หรืออาจทําให้เกิดอุบัติเหตุได้
4. ผลต่อการสื่อสาร เสียงดังกว่าปกติอาจรบกวนต่อการสื่อสาร การรับสัญญาณ และการรับ คําสั่งต่าง ๆ อันอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
5. เกิดความเสียหายต่อวัตถุ เสียงที่มีระดับสูง เช่น เสียงจากเครื่องบินชนิดเร็วกว่าเสียง ทํา ให้เกิดการสั่นสะเทือน บางครั้งยังมีความดันทําให้อากาศมีความดันสูงขึ้นระหว่าง 1-10 ปอนด์ต่อตา รางฟุต ทําให้วัตถุหรือสิ่งก่อสร้างบางชนิด เช่น กําแพง ฝาผนัง หลังคา และหน้าต่าง สั่นไหวได้ หน้า ต่างกระจกถูกทําลายได้
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.rmuti.ac.th/user/thanyaphak/Web%20EMR/Web%20IS%20Environmen%20gr.4/Mola7.html ด้วยค่ะ

เสียงดังของเมืองอาจทำให้การสูญเสียการได้ยิน 0

เมื่อเร็วๆนี้วารสารทางการแพทย์แลนเซ็ตได้เผยว่าความสูญเสียการได้ยินเป็นการระบาดแบบเงียบๆที่เกิดจากมลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่ ซึ่งนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มิมี่ แอนด์ ชาไรต์ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้รวบรวมข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกและสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งชาตินอร์เวย์ (SINTEF) มาจัดอันดับมลพิษทางเสียงในหลายเมืองทั่วโลกเพื่อเชื่อมโยงกับการสูญเสียการได้ยินของประชากรใน 50 เมืองใหญ่ โดยทดสอบการได้ยินผ่านโทรศัพท์มือถือจากประชากร 200,000 คน
พบว่าในเขตเมืองใหญ่อย่างเมืองกวางโจวในจีน นิวเดลีในอินเดีย ไคโรในอียิปต์ อิสตันบูลในตุรกี เป็นเมืองที่การได้ยินอยู่ในระดับย่ำแย่มากที่สุด เช่นเดียวกับเมืองซูริกในสวิตเซอร์แลนด์ เวียนนาในออสเตรีย ออสโลในนอร์เวย์ มิวนิกในเยอรมนี ต่างมีระดับการได้ยินลดลง ในขณะที่เมืองสตอกโฮล์มในสวีเดน โซลในเกาหลีใต้ อัมสเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ สตุตการ์ตในเยอรมนี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มความเสี่ยงน้อยกว่า โดยเมืองเซี่ยงไฮ้ในจีน เกาะฮ่องกง บาร์เซโลนาในสเปน เป็นเมืองที่ผลิต เสียงดังมาก ส่วนปารีสในฝรั่งเศสมีเสียงดังมากเป็นอันดับ 3
การศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วประชากรที่อาศัยในเมืองที่มีเสียงดังที่สุดมากกว่า 10 ปีจะสูญเสียการได้ยินมากกว่าประชากรที่อาศัยในเมืองที่เงียบสงบ ด้านนักวิชาการโสตวิทยากล่าวว่า หากตรวจพบการสูญเสียการได้ยินก่อนหน้านี้ จะยิ่งมีโอกาสที่จะป้องกันความเสียหายได้มากขึ้น ทั้งนี้ นักวิจัยด้านพันธุกรรมในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้พยายามศึกษาความเชื่อมโยงการสูญเสียการได้ยินกับความผิดปกติทางพันธุกรรมเช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.thairath.co.th/content/886541 ด้วยค่ะ

“ใส่หูฟัง-เสียงดังเกิน” เสี่ยง..ประสาทหูเสื่อม” 0

3 มีนาคมของทุกปี เป็นวันการได้ยินโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการรณรงค์กระตุ้นเตือนให้ประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญของการได้ยิน และป้องกันการสูญเสียการได้ยิน หรือหูเสื่อม
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ในประเทศไทยมีผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยินมากกว่า 2.7 ล้านคน ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานมีแนวโน้มหูเสื่อมมากขึ้น
“ปัญหาการสูญเสียการได้ยิน นอกจากจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส อุบัติเหตุกระทบกระแทกทางศีรษะ ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุแล้ว การทำงานหรือไปเที่ยวในสถานที่ที่เสียงดัง รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใส่หูฟังเป็นเวลานาน การคุยโทรศัพท์เสียงดังเกินไป รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานในที่มี เสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ติดต่อกันเกิน 8 ชั่วโมง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะความบกพร่องทางการได้ยินมากขึ้น” นพ.เจษฎาบอก
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาสูญเสียการได้ยิน จะมีอาการเบื้องต้น คือ ได้ยินเสียงดังผิดปกติในหู เช่น ได้ยินเสียงซ่าๆเหมือนเสียงสัญญาณทีวี เสียงเหมือนน้ำไหล เสียงคล้ายเสียงจิ้งหรีด หรือรู้สึกว่าการได้ยินแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ

“สาเหตุในบางครั้งก็เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เช่น มีขี้หูอุดตัน แก้วหูทะลุ แต่ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คือ ภาวะประสาทหูเสื่อม ที่แพทย์จะทำได้เพียงป้องกันไม่ให้เสื่อมมากขึ้น หรือชะลอการเสื่อม”
คุณหมอเจษฎา บอกด้วยว่า หากพบประสาทหูเสื่อมมากจนมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีผลต่อการเรียนหรือการทำงาน การแก้ไขมี 2 วิธี คือ 1.ใช้เครื่องช่วยฟัง และ 2.การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในกรณีที่ใช้ เครื่องช่วยฟังไม่ได้ผล แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหูเสื่อมน่าจะสำคัญที่สุด โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน หากเลี่ยงไม่ได้ควรป้องกันโดยการใส่เครื่องป้องกันเสียง พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจทำให้เกิดอาการประสาทหูเสื่อมแบบเฉียบพลัน
ด้าน นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผอ.รพ.ราชวิถี บอกว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคสูญเสียการได้ยิน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี มากกว่า 3,000 คน โดย รพ.ราชวิถี ถือเป็นโรงพยาบาลที่ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมให้กับผู้ป่วยมากที่สุดในประเทศไทย
ในการรณรงค์เนื่องใน “วันการได้ยินโลก” หรือ World Hearing Day นพ.ดาวิน
เยาวพลกุล และ นพ.สุประพล จันทพันธ์ กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี ได้แนะนำ วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของผู้ที่มีอาการหูหนวกในขั้นต้นว่า มักเริ่มจากการได้ยินสิ่งที่คนอื่นพูดไม่ชัด เปิดทีวีเสียงดังกว่าปกติ เพราะไม่ได้ยิน เสียงทีวี หรือมีอาการที่บ่งชี้ว่าประสาทหูเสื่อม เช่น ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องจี๊ดๆอยู่ในหู ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทดสอบว่ามีอาการประสาทหูเสื่อมหรือไม่
คุณหมอดาวิน บอกว่า คนที่ได้รับเสียงดังมากเกินไป แก้วหูชั้นในอาจจะเสียได้ ถึงแม้จะเป็นการได้ยินเสียงดังในระยะเวลาสั้นๆ เช่น เสียงประทัด เสียงปืน ที่บางครั้งได้ยินแค่ครั้งเดียวก็อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมอย่างถาวรได้
“ที่พบมากขึ้น คือ กลุ่มวัยรุ่นที่ใส่หูฟังตลอดเวลา แม้จะไม่ใช่เสียงที่ดังมาก แต่ถ้าใส่เป็นระยะเวลานานๆ ก็มีโอกาสทำให้เกิดประสาทหูเสื่อมได้เช่นกัน” คุณหมอดาวินบอก
ขณะที่ คุณหมอสุประพล บอกว่า ปัจจัยของการได้ยินเสียง ที่ทำให้เกิดอันตรายกับหู มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ ความดังและระยะเวลาที่หูสัมผัสกับเสียงนั้นๆ บางทีไม่ต้องดังมาก แต่อยู่กับเสียงนั้นนานๆก็อาจทำให้มีปัญหาได้
ในทางวิชาการเสียงที่มีความดังระดับ 85 เดซิเบล ไม่ควรรับเกิน 8 ชม. ซึ่งหากต้องไปอยู่ในที่เสียงดังแบบเลี่ยงไม่ได้ ควรหาทางป้องกันด้วยการใส่ที่ครอบหู หรือใส่เอียปลั๊ก เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงที่เข้าไปในหูดังมากเกินไป
นอกจากโรคหูเสื่อมจากการได้ยินแล้ว ยังมีโรคที่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆของโรคหูอีกโรคหนึ่ง นั่นก็คือโรคหูติดเชื้อ
พญ.นภัสถ์ ธนะมัย กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี บอกว่า โรคหูติดเชื้อ เป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆของปัญหาหูที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุด โรคหูติดเชื้อเป็นได้ทั้งหูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน ที่รู้จักกันดี คือ โรคหูชั้นกลางติดเชื้อ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ หูน้ำหนวก ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มแรกคือ ปวดหูมาก บางคนมีไข้ร่วมด้วย ต่อมาอาจจะมีน้ำหนองหรือน้ำขุ่นๆไหลออกจากหู ต่อมาอาการปวดจะลดลง ซึ่งแสดงว่าแก้วหูทะลุแล้ว
“แก้วหูของคนเรามีโอกาสปิดเองได้สนิท แต่ในบางคน เยื่อแก้วหูไม่ปิด ก็ทำให้มีน้ำไหลออกจากหูเป็นๆหายๆอีกได้ สาเหตุของหูน้ำหนวกเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในหูชั้นกลาง มักเกิดร่วมกับการเป็นหวัด และการที่ท่อปรับความดันที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางและโพรงจมูกด้านหลังทำงานผิดปกติ ทำให้เวลาเราเป็นหวัด เชื้อโรคสามารถผ่านเข้าท่อปรับความดันไปที่หูชั้นกลางได้” คุณหมอนภัสถ์บอกและว่า ความรุนแรงของหูน้ำหนวกนั้น อาจส่งผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน หรืออาจสูญเสียการได้ยิน และหากเป็นหูน้ำหนวกเรื้อรังชนิดรุนแรง อาจมีการติดเชื้อเข้าไปสู่หูชั้นใน และเข้าสมองทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีในสมอง ปวดศีรษะรุนแรง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด.

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.thairath.co.th/content/1229961 ด้วยค่ะ